[Review] Walter Mitty – มันผิดทั้งหมดเลยไม่ใช่อย่างที่คิด

เรื่องย่อของ Walter Mitty ชีวิตอัศจรรย์ ความฝัน ความจริง

ตอนภาพยนตร์เรื่อง “The Secret Life of Walter Mitty” ได้เข้ามาฉายในไทยใหม่ ๆ ก็ได้ยินสปอยล์มาจากคนที่ไปดูแล้วว่าเป็นหนังที่จะทำให้ทุกคนทิ้งสิ่งที่เป็นอยู่ในโลกทำงานปัจจุบันเพื่อตามหาความฝัน เพื่อจะได้เจอกับโลกใหม่ที่น่าสนุกกว่า ดั่งตัวละครที่ก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ ที่เคยเป็น เพื่อไปปีนเขา เดินป่า   เหมือนจะไปใช้ชีวิตในสิ่งที่ตัวเองรัก เป็นความฝัน.. แต่มันไม่ใช่ ดูผิดหมดเลย

ด้วยความที่ชื่อเข้าไทย ใช้คำว่า Walter Mitty ชีวิตอัศจรรย์ ความฝัน ความจริง  มันยิ่งทำให้ความเข้าใจทุกอย่างของคนที่ยังไม่ได้ดู คาดหวังไปผิดหมด ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ว่าผู้ชายคนนี้จะกระโดดออกจากชีวิตเดิม ๆ เพื่อไปตามความฝันเลย สิ่งที่เขาทำไป มันคือการก้าวออกไปตามธรรมชาติ ตามโลกที่เปลี่ยนแปลง จากสื่อสิ่งพิมพ์ ก้าวสู่ โลกที่คนต้องการหาแรงบันดาลใจ ซึ่งตัวพระเอกเอง ไม่ได้ตามหาแรงบันดาลใจ แต่ช่างภาพคนที่เขากำลังไปตามตัวต่างหาก เป็นคนจุดแรงบันดาลใจให้แก่คนทั้งโลก

เรื่องมีอยู่ว่า พระเอก ทำงานเป็นคนล้างฟิล์ม ที่ สำนักพิมพ์นิตยสาร LIFE ซึ่งนิตยสารฉบับนี้มีอยู่จริงตั้งแต่สมัยยุคแท่นพิมพ์แบบโบราณ (ตามประวัติศาสตร์ที่เป็นความจริงนั้น ตัวบรรณาธิการและช่างภาพนิตยสารฉบับนี้ก็เคยมาทำคอลัมน์เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่ 9 ด้วย) ในภาพยนตร์เผยว่า นิตยสารฉบับนี้กำลังจะปิดตัวเนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ผู้คนหันไปอ่านข่าวสารออนไลน์แทน โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงไว้หนวดคนใหม่ มาวางแผนบริหารเพื่อขับไล่พนักงานเก่า ๆ ออก และจะเหลือเพียง 7 – 8 คน เพื่อพิมพ์ปกสุดท้ายเท่านั้น

 

พระเอกเป็น 1 ในกลุ่มคนสุดท้ายที่ต้องอยุ่พิมพ์นิตยสารให้เสร็จ โดยที่เขาได้รับของขวัญเป็นกระเป๋าสตางค์หนัง สลักคำที่สวยงาม เกี่ยวข้องกับการเดินทางรอบโลกของช่างภาพ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ล้างฟิล์มเอง ไม่เคยเดินทางออกไปไหนเกินกว่าบ้าน และ ออฟฟิศของเขาเลย

ซึ่งช่างภาพคนนี้บอกว่าให้ใช้ภาพหมายเลข 25 ในฟิล์ม เพื่อเป็นภาพปก.. แต่พระเอกของเรากลับหาภาพนั้นไม่เจอ เพราะมันไม่มีอยู่ในอัลบั้ม

 

ผู้ที่รับบทเป็นพระเอก คือ Ben Stiller ปัจจุบันอายุ 52 ปี ตอนที่เล่นภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะอายุประมาณ 45 ปี ซึ่งก่อนที่จะมาเป็น  Walter Mitty ในปี 2013 เคยเป็นภาพยนตร์เก่าในยุค 1947 มาแล้ว ซึ่ง Mitty ในภาคนี้ เปิดตัวมาทำให้เบนดูแก่ และ เนิร์ดมาก ๆ ผิดลุคของ เบน สติลเลอร์ จาก Night at the Museum มาก ๆ

และจุดเปลี่ยนที่ทำให้พระเอกได้ต้องเดินทางไปรอบโลกขนาดนั้น ไม่ได้มาจาก Inspiration  แต่อย่างไร  แต่มาจากพนักงานแม่หม้ายสาวฝ่ายบัญชีที่เข้ามาทำงานใหม่  เธอสมัครเล่นแอปฯ หาคู่ทาง Internet ซึ่ง Mitty ก็โสด มีแค่แม่กับน้องสาวที่เป็นนักแสดงละครเวที  พระเอกของเราอยากหาเรื่องคุยกับสาว ก็เลยเข้าไปทักดักทางด้วยวิธีที่ถามว่า คุณพอจะช่วยผมได้ไหมว่าเช็คเวลาสั่งจ่ายช่างภาพคนนี้ส่งไปที่ไหนบ้าง เพราะเขาต้องการตามหารูปเบอร์ 25 นี้ แต่ช่างภาพคนนี้ไม่มีจดหมาย ไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรือกระทั่งอีเมล (ทุกคนจะติดต่อเขาได้ทางช่องทาง ไปรษณีย์ เท่านั้น)

 

นางเอกของเรื่องนี้เป็นแม่หมายสาวอายุประมาณ 30 กว่า ๆ และมีลูกชายวัยประมาณ 10 ขวบ กำลังชื่นชอบเล่นสเก็ตบอร์ด ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของ Mitty ที่ถนัดสอนเจ้าตัวน้อยได้หลายท่า จนทำให้เด็กชายทึ่ง และความสามารถทางสเก็ตบอร์ดนี้ทำให้ Mitty ดูเท่ห์ตลอดทั้งเรื่อง

 

พระเอกจึงเอาฟิล์ม Negative ภาพอื่น ๆ ไปล้าง เพื่อตามหาเบาะแสว่าช่างภาพคนนี้อยู่ที่ไหน พื้นที่ล่าสุดที่คาดเดาว่าเขาจะอยู่คือ Green Land กับ Island โดยจุดเชื่อมต่อให้เรื่องนี้สนุกไปด้วยกันกับคนดูก็คือ การที่ Mitty ไม่ค่อยมีเพื่อน เขาโทรไปที่เว็บไซต์หาคู่เพื่อหาวิธีกดหัวใจ ♥ ให้สาว

 

แต่ด้วยความที่เขาปล่อย Filter ให้ Blank ไปหลายข้อ ทำให้ Profile ของเขาไม่เป็นที่สนใจ คนอะไรเป็นพนักงานบริษัท ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายล้างฟิล์มเนกาทีฟ ที่ไม่ค่อยมีคนทำแล้ว แถมยังอายุเยอะ ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แถมยังเป็นพวกเนิร์ดที่บางทีก็เหม่ออยู่นิ่ง ๆ กับตัวเอง เป็นพวกมโน.. (ใครเห็นโปรไฟล์แบบนี้พิจารณาแล้วก็ดูจิต ๆ นะ)

 

พระเอกเองจะคุยโทรศัพท์อยู่เสมอ และระหว่างที่ต้องอัพเดทข้อมูลใน Profile จากตอนแรกที่ไม่มีอะไรเลย  เขาอยากทำตัวให้สาวสนใจ จึงคำนวณเงินเก็บ เดินออกจากออฟฟิศ จองตั๋วไป ไอซ์แลนด์ สุดท้ายก็เดินทางไปทั้ง 2 ประเทศ โดยการเดินทางครั้งแรก ต้องเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ขนส่งไปรษณีย์ ที่เมาจนไม่รู้ว่าจะขับแล้วรอดไหม?

 

หลังจากกระโดดขึ้นเฮลิคอปเตอร์แล้ว การผจญภัยถือว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนั้นเขาต้องกระโดดลงเรือ ซึ่งความจริงต้องกระโดดให้ลงไปยังเรือยางรับไปรษณีย์ หรือ เรือลำใหญ่ แต่เขาเลือกที่จะลงน้ำ ปรากฎว่าของที่ฝากส่งไปยังช่างภาพก็หล่นลงทะเลไป นั่นดันเป็นตัวแปรสำคัญคือ ชิ้นส่วนทรานซิสเตอร์ ดังนั้นเขาก็ยิ่งติดต่อกับช่างภาพไม่ได้ไปกันใหญ่

 

 

สิ่งที่เหลือติดตัวก็คือเสื้อผ้าชุดเนิร์ด ๆ ที่เอามาชุดเดียว กับกระเป๋าเอกสารที่ใส่ฟิล์มที่ล้างแล้วมาด้วย กับโทรศัพท์มือถือ เขาก็เล่าเรื่องให้กับเว็บไซต์หาคู่ฟังเพื่ออัพเดทช่อง Profile ซึ่งเริ่มแรกเจ้าของเว็บก็ไม่เชื่อเช่นกัน

หลังจากนั้นเขาก็ต้องเดินทางต่อไปอีก ไปยังประเทศที่มีประชากรเพียงไม่กี่ 100 คน และผู้เขาไฟกำลังจะระเบิด โชคดีที่ในกระเป๋ามีของเล่นตุ๊กตายางโง่ ๆ ที่น้องสาวเขาให้มาตอนเช้าก่อนเข้าไปทำงาน ซึ่งเขาก็ไม่คิดว่าจะพกมันออกเดินทางมาด้วย เขาแลกของสิ่งนี้กับสเก็ตบอร์ดของเด็กพื้นเมือง เพื่อใช้แทนจักรยานที่มีคันเดียวในเกาะซึ่งเขาเพิ่งทำมันพังไป หลังจากนั้น Mitty ก็ใช้เทคนิคชั้นเทพในการเดินทางไปตามเส้นทางเพราะคิดว่าช่างภาพคงกำลังจะขึ้นเครื่องบินไปยังเมืองอื่นโดยเส้นทางนี้

ยิ่งตามหา ยิ่งไม่ใกล้เคียง และผิดเป้าหมาย เขาพบว่าเส้นทางที่กำลังไป คือ ภูเขาไฟท้องถิ่นกำลังจะระเบิด ชาวบ้านเจ้าของโรงแรมที่เขาถามทางนั้นต้องไปรับตัวเขากลับออกมา และเขาก็ต้องผิดหวัง หาฟิล์มนั้นไม่พบ และกลับไปยังออฟฟิศที่ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาพบว่าอะไรหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง  เขาอยากเล่าเรื่องนี้ให้สาวฟัง พอไปถึงหน้าบ้าน ดันไปเจอสามีเก่ามาเปิดประตู เขาจึงรู้สึกผิดหวัง และวางสเก็ตบอร์ดนั้นไว้ที่หน้าบ้าน  แสร้งบอกว่าเอามาเป็นของขวัญให้แก่ลูกชายของหล่อน

 

เรื่องเริ่มก้าวเข้าสู่ 20% หลังที่ใกล้จะจบ  พนักงานหลายคนถูกปลดออกไปแล้ว รวมทั้งสาวบัญชีด้วย คนดูลุ้นว่า Mitty จะยังตามหาฟิล์มหมายเลข 25 อยู่ไหม  เพราะตอนนี้นางเอกก็ดันกลับไปอยู่กับสามีเก่าแล้วซะงั้น  Mitty คำนวณเงินในบัญชี คาดว่าเป็นเงินเก็บทั้งหมดที่มีในชีวิต  และเขาก็เลือกที่จะตามหาฟิล์มหมายเลข 25 ต่อ เพราะมันเป็นแก่นเดียวที่ทำให้เขาดูมีอะไรทำไประหว่างนี้

 

แม้ว่าลูกน้อง เพื่อนร่วมงานจะถูกไล่ออก รับเงินค่าจ้างไปแล้ว ตัวเขาเองก็ถูกไล่ออกเพราะว่าตามหาฟิล์มแผ่นนั้นไม่เจอ ตอนหลังมาพบข้อมูลจากแม่ของเขาว่า ช่างภาพได้มาที่บ้านเพื่อมาหาเขา และเบาะแสสุดท้ายก็คือ เขากำลังจะไปถ่ายรูปเสือดาวบนเทือกเขาหิมาลัย ความตลกร้ายของภาพยนตร์ คือ ช่างภาพต้องผ่านชนเผ่า คนป่า ข้ามเมืองไปในทางเถื่อน ๆ โดยใช้เค้กของแม่เขาเป็นตัวแลกเปลี่ยนตามคำแนะนำของช่างภาพนั่นเอง ฟังเท่านั้น Mitty ก็รีบเก็บกระเป๋าตามไป

 

 

สุดท้ายเขาก็ได้เจอกับช่างภาพที่กำลังซุ่มถ่ายภาพเสือดาวอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยนั่นเอง  เรื่องทั้งหมดนี้เขาเล่าให้เจ้าของเว็บไซต์หาคู่ฟังมาโดยตลอด (ก็เพราะเขาไม่มีเพื่อน) และเจ้าของเว็บไซต์ก็แจ้งว่า ต้องขอโทษด้วย สาวคนนั้นยกเลิกบัญชีออกไปแล้ว พระเอกกำลังใช้ร่างกายในการปีนเขา ต้องจำกัดการใช้ออกซิเจน เรื่องราวทั้งหมดจบลงตรงที่ช่างภาพบอกว่า ฟิล์มเบอร์ 25 ซ่อนอยู่ในกระเป๋าสตางค์ที่ให้เป็นของขวัญ ซึ่ง Mitty ได้โยนทิ้งถังขยะไปแล้ว

 

 

เรื่องราวก่อนถึงตอนจบ ว่าจะ Happy Ending กับสาวฝ่ายบัญชีคนนั้นใหม่ ให้ไปติดตามดูกันเอง สุดท้ายแม่ของพระเอกเก็บกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาจากถังขยะ และ พระเอกก็ไม่ได้ล้างฟิล์มนั้น แต่เอาไปให้กับเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ บอกว่าอยากล้างก็เอาไปล้างเอง .. ซึ่งเขาก็ไม่ได้เบิกค่าเดินทางที่เขาไปตามหาฟิล์มนั้น ซึ่งรวม ๆ แล้วน่าจะเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตที่มากกว่า 200,000 บาท แน่นอน

 

ชอบฉากที่พระเอกติด ตม. อยู่ที่บังคลาเทศ ออกมาไม่ได้ เข้าประเทศไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่ให้ตามหาคนมาช่วยยืนยันว่าสิ่งที่เขาเล่าเป็นความจริง ซึ่งคนที่มาเป็นผู้ยืนยันนั้นก็คือ เจ้าของเว็บไซต์หาคู่นั่นเอง.. ที่มาบอกว่าตอนนี้โปรไฟล์ของ Mitty นั้นได้หลายดาว ทำให้คนเข้ามาอ่านเว็บทะลุยอด ทำให้ Mitty กลายเป็นหนุ่มที่ Hot มาก ในเวลานี้

 

สำหรับผู้เขียน เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับการใช้ชีวิตการทำงาน  เหมือนให้สะท้อนดูว่าอะไรคือสิ่งที่เป็น Passion ให้เราอยากมาทำงานทุกวันจริง ๆ รวมถึง การดูแลชีวิตครอบครัวให้ไปได้ดีอีกด้วย .. สุดท้ายนี้ต้องแนะนำจริง ๆ ว่าไปดู ตามดู ซื้อแผ่นเก็บ หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ควรค่าเก็บไว้ให้ลูกหลานดูด้วยซ้ำ.. แล้วกลัวมาพบกับใหม่ในบล็อกหน้านะคะ

 

ปล. บล็อกนี้จำชื่อตัวละครอะไรไม่ค่อยได้เลย เป็น Pregnancy Brain ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ค่า

 

อ่านรีวิวอื่น ๆ

[รีวิวหนังสือ] National Geographic ฉบับภาษาไทย เล่ม DNA วิทยาการพลิกโลก

วันนี้อวดเล่มนี้ #nationalgeographicthailand

การรีวิวหนังสือ เป็นอีก 1 ความตั้งใจที่แอดมินจะโพสต์ สัปดาห์ละเล่ม ถึงหนังสือที่เคยอ่าน และหนังสือที่ประทับใจ ก่อนเก็บเข้ากรุที่ http://www.febissue.com ซึ่งคิดอยู่นานว่าจะเอาหนังสือไปจัดฉาก หาวิวสวยดีไหม แต่ติดปัญหาอย่างที่ทราบกันว่า บางเล่มมันหนักมาก
.
วันนี้ขอเริ่มต้นจาก National Geographic Thailand เบาๆ ก่อน
.
หนังสือเล่มนี้ อมรินทร์พริ้นติ้ง ซื้อลิขสิทธิ์มาจาก National Geographic ของต่างประเทศ ออกเสียงภาษาไทยว่า เนชั่นเนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งเป็นหนังสือเกรด A ที่คนส่วนน้อยมากๆ จะซื้อมาอ่าน เนื่องจากเรื่องราคา และ องค์ความรู้ระดับ Hi-end
.
ก่อนที่ National Geographic จะเข้ามาในประเทศไทย มีเจ้าของตลาดอย่าง Reader Digest อยู่แล้ว ซึ่งพ่อเป็นสมาชิกอยู่ 2 ปีก็ยกเลิก การที่เราได้อ่านบางเรื่องนั้นมันเปิดโลกมาก.. แบบว่า “เห้ย! มีเรื่องแบบนี้อยู่ด้วยว่ะ” รวมถึงภาพถ่ายสวยๆ อ่านแล้วไม่เบื่อเลย (ของแถมดีด้วย)
.
เล่มนี้เป็นเล่มที่แอดมินได้มาจากพี่บอกอ ตอนทำงานอยู่ห้องข้างๆ นึกภาพสมัยอดีตที่เราจะได้อ่านก็ต่อเมื่อเข้าห้องสมุดเท่านั้น เพราะ “หนังสือ” จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีฐานะอย่างเรา
.
ปกของเล่มนี้ เป็นฉบับที่ 181 สิงหาคม 2559 ซึ่งเห็นแล้วต้องมีเก็บ เนื่องจากเป็น 1 ในนิตยสารไม่กี่เล่ม ที่กล่าวถึงเนื้อหาของ DNA (สำหรับคนไทยแล้วมันเป็นสิ่งไกลตัวมาก)
.
นึกไปถึงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่ได้เรียนวิชาพันธุศาสตร์ อย่างเต็มขั้น ต้องนั่งเลี้ยงแมลงหวี่ในคาบเรียน General Genetics และได้รมยาสลบมันด้วย หลังจากนั้นก็ได้ทำแลปฯ เกี่ยวกับการเพิ่มจำนวน DNA โดยวิธีทางห้องปฏิบัติการอนูชีวโมเลกุล (อ่านบันทึกสมัยผู้เขียนเรียนคณะวิทยาศาสตร์ได้ที่ >> https://goo.gl/KmsNC4 รีบอ่านก่อนโดนลบนะจ้ะ)
.
สิ่งที่อยากบอกคนอื่นให้รู้ คือ บางประเทศได้ทำการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ พวกพันธุ์พืช และ สัตว์อาหารเอาไว้ และหากเขาเอาพันธุ์ไทยๆ ไปปรับปรุงเป็นชื่อของเขา เราจะอยู่ยาก โดยเฉพาะเรื่องยา
.
และการเรียนรู้เรื่องการจำลอง DNA ของ Virus ทำให้เราต้องเห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และ ต้องเรียนรู้การไปอยู่ตามสถานที่ใหม่ๆ และป้องกันตัวเองจากยุง แมลง และ โรคติดต่อจากสถานที่่ต่างๆ ด้วย
.
DNA ไม่ได้มีไว้เพื่อตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคล .. แต่มันเป็นเรื่องของ โรคติดต่อ อาหาร สุขภาพ และหลายสิ่งหลายอย่าง เหมือนที่พระเจ้าเคยพูดเกี่ยวกับ “ต้นไม้แห่งชีวิต” เอาไว้
.
การอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม บางทีก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำอะไรได้หลายๆ อย่างนะจ้ะ

#DNA
#NationalGeographic

หนังสือแนะนำที่ต้นหอมอ่าน

Will You Be There วิล ยู บี แดร์ อัศจรรย์รักข้ามกาลเวลา

วิล ยู บี แดร์  เรียกไม่ถูกเลยว่าเป็นหนังเศร้าหรือหนังรัก

ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือขายดี ว่ากันว่าเคยมีฝรั่งฮอลีวูดขอซื้อลิขสิทธิ์ แต่นักเขียนกลัวว่าจะทำออกมาเป็นหนังหยาบๆ สุดท้ายมีคนเกาหลีขอเอาไปทำ กลับกลายมาเป็นหนังเศร้าประทับใจได้ขนาดนี้ เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนดูผ่านช่อง Free TV และต้องชมเชยกับผู้ที่นำหนังเรื่องนี้มา Rerun มากๆ  เรียกได้ว่าโปรดิวเซอร์ช่อง ต้องมี Teste พอสมควร

 

เหมือนว่าเพื่อนของผู้เขียนจะแนะนำหนังสือ และ หนัง เรื่องนี้มานานมาก แต่ก็ยังไม่มีเวลาอ่าน  ได้ดูตอน 23.40 น. เกือบจะนอนแล้ว แต่เห็นว่ามาถ่ายทำที่ไทยด้วย มีลุงคนไทยเล่นเป็นคนตาบอด  ในฉากที่หมอเกาหลี  ไปช่วยชาวบ้านกัมพูชา และเกิดพายุ เฮริคอปเตอร์จะต้องบินขึ้นแล้วเป็นรอบสุดท้าย  แต่คุณหมอเห็นคุณตาคนนี้อุ้มเด็กอยู่ จึงขออยู่ต่อ เพื่อจะช่วยเด็ก

หมอคนนี้ติดอยู่ในป่านานพอสมควร  จึงมีเวลาได้คุยกับคุณตา เกี่ยวกับเด็กทารกที่ร้องงอแงคนนี้  ถามว่านี่ลูกหลานหรอ คุณตาเล่าว่าเก็บเด็กทารกคนนี้มาจากป่า ไม่รู้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ระหว่างนั้นไม่รู้คุยอะไรกัน ผู้เขียนเดินไปอาบน้ำไม่ได้ฟัง  กลับมาเจอฉากที่คุณหมอได้ยาลูกกลอนมาจากคุณตา ในขวดสีเหลือง

เป็นหนังเกาหลีที่มีความเป็นไทยมาก

ความเชื่อมโยงของเนื้อหาที่ว่า คุณหมอได้ยามา 10 เม็ด ทุกครั้งที่กินไปแล้วนอนหลับจะกลับไปเจอตัวเองในอดีต  และเขาพยายามจะแก้ไขอดีต ระหว่างทางของเรื่อง  ต้องปรบมือว่าเป็นหนังที่เล่นอารมณ์คนดูได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่ไม่เคยดูครั้งแรกต้องดูต่อจนจบ!

ในโลกปัจจุบัน คุณหมอมีลูกสาววัยมัธยมปลายอยู่คนหนึ่ง และมีเพื่อนสนิทเป็นตำรวจ  และคุณหมอก็ไออยู่ตลอดเวลาเหมือนจะตาย

คุณหมอย้อนไปเจอตัวเองในอดีต  ตัวเองในอดีต ก็ฉลาดเฉลียวไม่แพ้ปัจจุบัน และมีแฟนที่คบกันมา 7 ปี  ยังไม่ได้แต่งงาน และไม่มีแพลนว่าจะแต่งหรือมีลูกด้วย วันหนึ่งแฟนมาบอกว่าอยากมีลูก  แต่ผู้ชายไม่พร้อม

 

แถมยังมาเจอตัวเองในอนาคตที่ย้อนมา 30 ปี  มาบอกว่าแฟนสาวตัวเองจะตาย และหากอยากจะรักษาชีวิตของเธอไว้ คุณหมอในอนาคตก็ขอร้องว่า ให้เลือกทางที่จะไม่ทำร้ายลูกสาวคนปัจจุบันของเธอด้วยได้ไหม? ไม่อย่างนั้นแล้ว “ซูอา” ก็จะไม่ได้เกิดมา

 

คนดูก็งงว่า “ซูอา” เนี่ยะ ลูกใคร? ไม่ใช่ลูกนางเอกหรอ?

 

นางเอกเป็นครูฝึกปลาโลมา


ระหว่างดู ก็รู้สึกว่า หมอ จะลงเอยกับคนที่มีอาชีพเป็นครูฝึกปลาโลมาที่ดูเป็นฟรีแลนซ์ไม่มั่นคงได้หรอ?  แถมยังมีปมว่านางเอกจะตายเนื่องจากกระโดดไปช่วยปลาที่อาการเหมือนติดสัด วิ่งชนบ่อ จนตายไปด้วยกัน  (พล็อตแปลกมาก)  พระเอกในช่วงวัยหนุ่มรู้สึกไม่โอเค จึงบังคับตัวเองในอนาคตว่า ยังไงก็แล้วแต่ จะช่วยรักษาชีวิตนางเอกไว้ให้ได้

ตอนไคลแมกซ์ของเรื่อง อะไรๆ มันก็ดูสับสนผันแปรไปเสียหมด

โดยปกติ ภาพยนตร์ที่ย้อนเวลาได้ จะไม่กลับไปแก้ไขอดีตกัน และจะมีกฎว่าอดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้   พระเอกในช่วงวัยหนุ่ม พยายามจะกลับไปหานางเอก จน “ซูอา” เกือบจะไม่ได้เกิดมา  ขนาดบอกเลิกกันไปแล้ว

เกลียด Plot มาตรฐานที่ว่า..

นางเอกได้ยินเสียงเรียกของพระเอกในวันฝนตก จึงโดนรถชน

 

พระเอกปัจจุบัน กับ พระเอกในอนาคต มาช่วยกันผ่าตัดเลือดคั่งออกให้นางเอก

 

แน่นอนว่า  การรีวิวหนัง  คือ การห้ามสปอยล์ตอนจบ..

15 นาทีสุดท้าย  คนดูลุ้นมากว่าสุดท้ายจะยังไง?  จนต้องกดหา Review เรื่องย่ออ่าน  คร่าวๆ คือ หนังเรื่องนี้มีความยาว 110 นาที จากที่คิดว่า ..เห้ย! เดี๋ยวก็จบแล้วนี่หว่า  ต้องไม่ Happy Ending แน่เลย   แต่ผู้กำกับก็สามารถทำ Continued ได้เยี่ยมยอด ไม่หลับไม่นอนได้ขนาดนี้

 

ยาวๆ ไปถึงตีสองเลยอ่ะ..

ถามว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่ควรดูอีกหนึ่งเรื่องไหม? ถ้าเต็ม 10 อาจจะให้คะแนนอยู่ที่ 8 นิดๆ หักให้กับความยาว  แต่เหมาะสำหรับดูเพื่อฆ่าเวลา  แต่นางเอกเรื่องนี้น่ารักมาก  เป็นอีกจุดที่ทำให้รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าดู  .. ควรดูจากคลิป แล้วกด Skip ไปเรื่อยๆ

รีวิวหนัง Memoris of Geisha นางโลมโลกจารึก

“นี่ไม่ใช่ความทรงจำของจักรพรรดินี”

อันที่จริงในภาพยนตร์เรื่องนี้ มีประโยคเด็ดอยู่มกมาย ดั่งที่ Blogger หลายคนรีวิว อย่างเช่น “เกอิชา ไม่ใช่โสเภนี” ฯลฯ แต่สำหรับผู้เขียน ประโยคสุดท้ายของเรื่อง นี่เด็ดกว่า .. มันเหมือน Paradox ว่า ทั้งหมดที่เล่ามานี่ ไม่ใช่ความทรงจำที่มีค่าอะไร เพราะไม่ใช่ความทรงจำของชนชั้นสูง

 

ถ้าเราเกิดอยู่ในยุคก่อนสงคราม  แล้วเป็นเด็กผู้หญิงด้วยเนี่ยะ ก็มีโอกาสถูกขายให้กลายเป็นหญิงขายตัว อย่าว่าแต่ญี่ปุ่นบ้านเขา  สมัยก่อนในเมืองไทยก็มีเรื่องแบบนี้ให้ได้ยินบ้าง ..แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่ความใจร้ายของแม่ ซึ่งแม่ๆ เองก็คาดหวังว่า ลูกของตัวจะได้เป็นสาวใช้ หรือ ใช้แรงงานค่าทาสไปพลางๆ ก่อนที่จะได้รับโอกาส เก็บเงินเพื่อไถ่ตัวเองได้

สำหรับซายูริ นั้นไม่ใช่

ก่อนหน้านี้ ซายูริ (ก่อนเข้าวงการเกอิชา ไม่ได้ชื่อนี้)  เธอเป็นเด็กผู้หญิงวัย 9 ขวบ ที่ถูกขายให้กับซ่อง โสเภณี  เธอพยายามหนีไปกับพี่สาว ที่ถูกขายให้กับอีกที่หนึ่ง  โชคไม่ดีพอ  พี่สาวขโมยเงิน หอบหนีไปได้ ส่วนน้องสาว จะปีนหลังคาออกมา กลับหนีไม่พ้น.. นั่นแหละ ทั้งหมดของชีวิตเธอ จึงหนีไม่พ้นอีกเลย

ฮัตซึโมโม่ สวยมาก (ทำไมต้องทำผมยุ่งๆ)

ฮัตซึโมโม่ เป็นเกอิชาตัวร้ายของเรื่อง  สังคมปั้นเธอมาให้เป็นแบบนั้น เธอเป็นหญิงสาวที่ถูกขายมาเป็นเกอิชาเหมือนกัน และได้สำเร็จวิชาชั้นสูง  เธอสวย และมีผู้ชายมาติด (แต่ไม่มีคนอุปถัมภ์)  และไม่อยากให้คนอื่นมาดีมาเด่นกว่า

 

ปกติแล้ว ซ่องเกอิชา จะมีเกอิชาอยู่ไม่กี่คน คนที่กำลังถูกฝึกอยู่ จะเรียกว่า เมโกะ ในบ้านที่ซายูริอยู่ นอกจากแม่เล้า ก็มีฮัตซึโมโม่ เป็นเกอิชา และ ฟักทอง หญิงสาววัยรุ่นๆ เดียวกันกับซายูริ เป็นเมโกะ ส่วนซายูริเป็นเพียงสาวใช้ ที่ต้องทำทุกอย่างที่ทุกคนสั่ง (แม้ว่าจะมีความรู้สึกว่าฟักทองเป็นเพื่อนบ้างก็ตาม)

 

ในภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนมุมเดียว เฉพาะเรื่องของเกอิชายุคท้ายใกล้สงคราม (ซึ่งผู้เขียนคิดว่าน่าจะอธิบายได้ไม่ละเอียดเท่าของจริง)  ในเรื่องพยายามบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องของโสเภณีนะ  แต่จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้เลย

 

ซายูริหลังจากเสียพ่อแม่ไปกับโรคร้าย  พี่สาวก็หนีไป  ตัวเธอเองเคว้งคว้าง

 

จนวันหนึ่ง เธอเจอกับผู้ชายใจดี ดูหล่อ รวย ดี  มากับหญิงสาวแต่งตัวสวยๆ คนหนึ่ง (เหมือนเป็นเด็กเลี้ยงอีกคน)  เธอถูกพาไปซื้อน้ำแข็งใส และชายผู้นั้นให้เธอสัญญาว่า “ต่อไปนี้อย่าทำหน้าเศร้าแบบนี้อีก”  และเปรยๆ ว่า อีกหน่อย เธอคงสวยเหมือนกับผู้หญิงที่เขาพามาด้วยคนนั้น

 

กลับกลายเป็นว่า ซายูริ หัวใจพองโต เอาเงินทั้งหมดที่ผู้ชายคนนั้นให้ไปบริจาคที่ศาลเจ้าและขอพรว่าจะได้เจอกับชายคนนี้อีก และขอให้ตัวเองได้เป็นเกอิชาที่สวย เลิศ ที่สุด  และเก็บผ้าเช็ดหน้าของชายผู้นี้ไว้

 

จนวันหนึ่ง ผ่านมาไม่กี่ปี ซายูริโตเป็นสาว  เธอเอาเครื่องดนตรีไปส่งให้ฟักทอง ขณะที่พาฮัตซึโมโม่ ออกงาน  วันนั้นเธอได้เห็นผู้ชายคนที่เธอใฝ่ฝันอีกครั้ง  ซายูริตกใจ วิ่งหนีกลับไป  และวันนั้นเอง ผู้ชายก็ได้ให้แม่เล้าคนหนึ่ง ไปรับตัวซายูริมาฝึกเป็นเกอิชา

 

ผู้ชายจำซายูริได้ตั้งแต่แรกเห็น แม้ว่าจะเห็นเพียงแว้บเดียว เพราะเธอมีดวงตาสีฟ้า (มันเป็นเรื่องน่าแปลกมากที่ผู้หญิงญี่ปุ่นจะมีตาสีฟ้า นอกจากบ้านจะอยู่ใกล้กับเกาะฮาวาย)

 

แม่เล้าอีกทีม ไม่ได้เปิดเล้าอย่างเป็นทางการ ก็มาพนันขันต่อ ว่าจะฝึกซายูริ เงินทั้งหมดที่ได้จากการประมูลพรหมจรรย์ก็จะเข้าเล้าทั้งหมด .. อ่านมาถึงตรงนี้แล้วผู้อ่านหรือคนดูท่านอื่นอาจจะเขม่นผู้เขียนว่าทำไมเรียกว่า “ซ่อง” บ้าง “เล้า” บ้าง  เพราะผู้เขียนคิดว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ไม่ได้มองว่า เกอิชา เป็นโสเภณี เลย .. (แม้กระทั่งชื่อเรื่องภาษาไทยยังถูกตั้งว่า “นางโลม”)

 

ผู้เขียนรู้สึกนอยด์ ซายูริ มาก เธอไม่น่ายอมไปหมดทุกอย่าง เธอเลือกทางที่จะเป็นเกอิชา เต็มตัว  โดยไม่ระแคะระคาย ใฝ่ฝันถึงโลกภายนอกและการไถ่ตัวเป็นอิสระบ้าง  เนื่องจากชีวิตทาสปกติก็ยากที่ซายูริจะได้ไถ่ตัวเองออกมา เพราะเธอทำข้าวของเสียหายหลายอย่าง จนค่าหนี้ก็สูงประมาณหนึ่ง แถมยังไม่ได้มีรายได้จากช่องทางไหนเลย

 

ไม่แปลกที่ซายูริจะนึกฝันถึงวันไถ่ตัว

และเธอยังเจอกับผู้ชายคนแรกที่เธอคิดว่าดี.. โดยคาดหวังไปแล้วว่า “ต้องเป็นเกอิชาเท่านั้น จึงจะได้เจอกับเขาอีก”.. แค่เป้าหมายของการเลือกคู่แรกก็ผิดแล้ว

 

เพราะซายูริไม่เคยเจอผู้ชายดีๆ

เพราะเธอไม่เคยเห็นภาพว่า ผู้ชายดีๆ หัวหน้าครอบครัวดีๆ เป็นอย่างไร  สิ่งที่ซายูริได้เรียนรู้ก็คือ การเอาอกเอาใจผู้ชาย และสามารถมีอะไรกับผู้ชายที่ตัวเองไม่ได้รักได้ เพราะเงิน

 

พี่เลี้ยงของเธอ มีนายพล เป็นผู้อุปถัมภ์  ในที่นี้ก็คือ ผู้ที่ให้เงิน ให้บ้าน ให้มีชีวิตที่สบาย โดยไม่ใช่ตำแหน่งภรรยา  เรียกง่ายๆ ก็คือ เด็กเลี้ยง.. แต่ก็นั่นแหละ ใครจะถูกเลี้ยงไปได้จนแก่.. ในวันที่เกอิชา ชราลง เขาก็ย่อมหาคนใหม่เลี้ยงดูได้

 

แต่ในที่นี้ เกิดสงครามเสียก่อน  นายพลฆ่าตัวตาย  และซายูริเอง ก็ต้องหนีสงคราม

 

ผู้ชายในเรื่อง เป็นนักธุรกิจ  ซายูริเรียกเขาว่า “ท่านประธาน”  แต่ท่านประธานนี่แหละ เคยพยายามผลักดันเธอให้กับ “โนบุ” เพื่อนของเขา ที่เคยช่วยเหลือเมื่อครั้งสงคราม จนใบหน้าเสียโฉม และกลายเป็นคนไม่มั่นใจ

 

แม้ว่าช่วงสงคราม พวกเขาจะช่วยส่งซายูริไปเป็นแรงงานที่บนเขาเพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากสงคราม  แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ซายูริ รู้สึกว่าเป็นบุญคุณช่วยชีวิตใหญ่หลวง

 

มี Blogger เขียนว่าในหนังสือ จะเป็นช่วงบั้นปลาย ที่ซายูริ ถูกส่งให้ไปมีอะไรกับคนอเมริกา เพื่อให้ช่วยเซ็นสัญญา ช่วยเหลือญี่ปุ่นไว้ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง เราก็คงไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นอย่างไร แต่ตัวละครในนั้นจะถูกชาวบ้านรังเกียจ ตราหน้าว่าเป็นโสเภณี ไม่สุงสิงด้วย

 

ในเรื่อง วางบท ซายูริไว้ว่า ก็ไม่ได้ไร้เดียงสา แต่ก็ไม่ได้เจนโลก แต่กลายเป็นความรู้สึกแบบ เฟมินินส์จัดๆ เป็นผู้หญิงที่คาดหวังในความรัก แต่เข้าใจว่าคงไม่สมหวัง

 

สำหรับคนญี่ปุ่นอาจจะมองว่า การที่ผู้ชายทำงาน มียศ มีตำแหน่ง มีเงินเยอะๆ เลี้ยงเกอิชา ไม่เป็นเรื่องผิด  ..สำหรับสังคมไทย คนบ้านๆ ก็ตราหน้าแล้วว่า เฒ่าเลี้ยงเด็ก ..แต่ทั้งที่ความจริง  คนไทยก็มีแบบนั้นเยอะแยะถมไป

 

คือทุกครั้ง ที่เราต่างได้ยินคำว่า “เกอิชา” แล้วสงสัยว่า ขายตัวด้วยไหม?  ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะไม่มี พวกเธออาจขายแค่เสียงร้องเพลง กับ เต้นรำ เคล้าเสียงดนตรี  แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ตีตราไว้แล้วว่า “เกอิชา..คือนางโลมชั้นสูง ที่ต้องใช้เงินซื้อ”

ตอนจบของเรื่อง  มันไม่ Happy Ending และจบแปลกๆ

ดูแล้วนอนไม่หลับด้วย!..

 

 

ต้องขออภัยด้วยหากรีวิวครั้งนี้ไม่ถูกใจท่าน…

ขัดใจที่นางเอกตาสีฟ้า

 

รีวิวหนัง The Help คุณนายตัวดี กับ สาวใช้ตัวดำ

เดอะ เฮลป์ หนังที่ไม่ใช่หนังรัก

เป็นหนังอีกเรื่องที่ดูจบแล้วต้องรีบมารีวิว  และเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่คิดว่าจะมีฉากกระชากหัวใจเรียกน้ำตา  ถ้าไม่ได้อยู่ในช่อง Free TV  ฟังชื่อแล้วหลายคนคงจะ Skip ข้ามไปแน่นอน

 

เรื่องของสาวใช้และนายจ้าง  คงไม่มีใครคิดว่าจะเอามาทำหนัง หรือเขียนเป็นหนังสือได้  เรื่องนี้เกิดในยุคที่อเมริกายังมีทาสอยู่  โดยใช้ชาวผิวดำ เป็นแม่บ้านทำความสะอาดบ้าง และยกเป็นมรดกส่งให้ลูกหลายได้ด้วย จุดขัดแย้งของเรื่องนี้คือบางคน เกิดมาทันยุคเลิกทาสแล้ว แต่ตัวเองมีแนวคิดที่ต้องการการยอมรับมากขึ้น

นางเอกตอนเด็กกับแม่บ้านผิวสี

เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ (ไม่เล็กเท่าไหร่) ของอเมริกา ที่มีชื่อว่า “มิสซิสซิปปี้” กับหญิงสาวนางเอกของเรื่องที่เธออยากเป็นนักเขียน และได้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยดีๆ  แน่นอนล่ะ ที่ทุกคนพยายามจะช่วยเธอเลือกคู่  ในสายตาคนอื่นเธอเป็นคนเห่ยๆ คนหนึ่ง  (แต่ภาพลักษณ์ในเรื่องก็ไม่ได้ดูเชยเท่าไหร่) เธอเป็นสาวผมบลอนด์ที่หยิก ในขณะที่สาวคนอื่นๆ ก็เป็นสาวผมบรอนด์ที่เซ็ตผม แต่งหน้าจัดตลอดเวลา และมีครอบครัวกันหมดแล้ว

 

เรื่องนี้ไม่มีพระเอก ไม่มีนางเอก ไม่ใช่หนังรัก

หนังเรื่องนี้เป็นความสัมพันธ์ของหญิงสาวที่ถูกเหยียดผิว  เรื่องของชนชั้นล่างถูกตีแผ่เผยแพร่ด้วยนางเอกที่เป็นสาวผิวขาว เธอมีชื่อว่า สกีเตอร์ (คล้ายกับตัวละครที่เป็นนักเขียนตัวแสบในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์) เธอเขียนบทความเกี่ยวกับการทำความสะอาดบ้าน จึงต้องการให้แม่บ้านชาวผิวดำเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง

 

ในขณะเดียวกัน ชาวผิวดำสถานะคนใช้ ก็ไม่ค่อยร่วมมือด้วย เพราะรู้ว่าบรรดานายจ้างผิวชาว เหยียดพวกเธอมากแค่ไหน

สองแม่บ้าน

สาวใช้ผิวดำสองคนในเรื่อง คนแรก เป็นคนที่คุยกับนางเอกอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาเล่าเขียนคอลัมน์  จนสุดท้าย นางเอกก็ชวนให้เธอเขียนต้นฉบับของเธอเอง  วันหนึ่ง มินนี่ เพื่อนสาวใช้ผิวดำมาเห็นเข้า ก็เลยโวยวายใหญ่โต  ให้เลิกยุ่งกัน  แต่ด้วยความที่มินนี่โดนกระทำมาเยอะ ถึงขั้นที่ว่า สูญเสียลูกเพราะนายจ้าง ทำให้เธออยากระบายความเก็บกดนี้ให้กับเพื่อนฟัง  ทั้งสองใช้เวลาหลังเลิกงานช่วงกลางคืน มาเขียนต้นฉบับกับนางเอก

 

แม้กระทั่งแม่นางเอกเองก็เคยมีเรื่องเหยียดผิว  เธอเป็นชนชั้นสูง เคยได้รับรางวัลจากสมาคมอะไรสักอย่าง ในอดีต เธอเผลอใช้คำพูดไล่แม่บ้านทาสผิวสีของเธอไป  เพราะว่ากลัวประธานชมรมจะรังเกียจเธอ  ทำให้นางเอกไม่ได้พบกับแม่บ้านคนนี้อีกเลยตลอดชีวิต

นางเอกรักคุณยายแม่บ้านสาวใช้ผิวสีมาก เพราะอยู่กันมาทั้งชีวิต ได้รับแรงบันดาลใจ และเรื่องราวดีๆ พร้อมความอบอุ่น คำสอนต่างๆ ที่ตราตรึงในใจเธอตลอดเวลา  เธอจึงอยากช่วยแม่บ้านเหล่านี้อธิบายเรื่องราวออกสู่สังคม  เพื่อนๆ สาวผิวสีในเมือง รวม 13 คน จึงมาช่วยเล่าเรื่องของพวกเธอ  จนกลายมาเป็นต้นฉบับหนังสือชื่อ The Help

แม่บ้านคนแรกที่กล้าเล่าเรื่องให้สกีตเตอร์ฟัง

แม่บ้านที่เป็นนักเขียนผิวสีตัวเอง (ผู้เขียนจำชื่อไม่ได้ ต้องขออภัย) ต้องขออนุญาตเรียกว่า แม่บ้านคนผมสั้น .. เธอเองก็มีความผูกพันกับคุณหนูที่เธอเลี้ยงมา  บ้านที่เธอทำงานอยู่ เจ้านายเป็นผู้หญิงที่ทำอะไรไม่เป็นเลย ตอนกลางคืนต้องปล่อยลูกอยู่กับผ้าอ้อมสำเร็จรูปมาทั้งคืน ตอนเช้าถึงจะได้เปลี่ยน  (ซึ่งเป็นสุขอนามัยที่ทำร้ายเด็กมาก)  บ้านนี้มีลูก 3 คน คนโตเป็นเด็กผู้หญิงน่ารัก เพิ่งจะหัดนั่งกระโถนเป็น  ส่วนคนรองก็ยังอ้อแอ้ (เป็นเด็กผู้ชาย) และคนเล็กยังอยู่ในท้อง

 

ในเมืองนี้มีหัวหน้านายจ้าง ที่พยายามทำตัวเป็นที่ 1 เพราะเธอคิดว่ารวยสุด ฉลาดสุด เก่งที่สุด  และเธอก็ร้ายกาจที่สุด  (ผู้เขียนจำชื่อเธอไม่ได้ แต่เธอเป็นลูกสาวของคุณนายฮิลลี่)

ลูกสาวคุณนายฮิลลี่

ลูกสาวของคุณนายฮิลลี่ นี่เป็นตัวร้าย  เรียกได้ว่าเป็นนางร้ายอันดับ  1 ในหนังสือ the help เลยทีเดียว  ครั้งหนึ่งเธอจับได้ว่า แม่บ้านของเธอที่ชื่อมินนี่ เหมือนจะไปซุ่มทำอะไรอยู่กับสกีเตอร์  จึงแจ้งตำรวจให้จับมินนี่ข้อหาขโมยของ  ด้วยความที่สกีเตอร์เป็นคนไม่ยอมคน  จึงถูกตะบองตำรวจฟาดหัวแตก

 

มินนี่ไม่เคยศรัทธาว่าคนผิวขาวจะน่าญาติดีด้วยเลย

สาวใช้ชื่อ มินนี่

ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องไม่นาน มินนี่ได้ทำงานกับหญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ โดยเธอมาแต่งกับผู้ชายที่ชื่อว่า จอห์นนี่ ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั้งเมือง รวมถึง ลูกสาวของคุณนายฮิลลี่ ซึ่งเป็นแฟนเก่าของเขา  ดังนั้นสาวๆ ทุกคนในเมืองจึงเกลียดคุณนายจอห์นนี่ทุกคน ไม่สุงสิง เพราะถูกลูกสาวของคุณนายฮิลลี่ เป่าหู

 

คุณนายจอห์นนี่ เป็นผู้หญิงที่แปลก คือเธอจิตใจดี  ไม่ถึงกับไร้เดียงสา แต่ก็แอบแซ่บอยู่  เธอสวยมาก จนกลายเป็นที่อิจฉาของทุกคนด้วย จึงเข้าสังคมไม่ค่อยได้  เธอแต่งกับจอห์นนี่เพราะเธอท้อง และเธอแท้งมาแล้ว 3 ครั้ง  เธอพยายามจะเลิกกับจอห์นนี่หลายครั้ง เพราะเธอคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่ไม่ดีพอ และไม่สามารถเป็นแม่บ้านแม่เรือนได้

 

เธอจ้าง มินนี่ มาเป็นแม่บ้าน  และมินนี่เอง ก็อธิบายให้คุณนายจอห์นนี่ ฟังว่า ทุกคนในเมืองเกลียดเธอ ไม่ใช่เพราะเธอ  แต่เป็นเพราะความอิจฉา

 

นั่นแหละ สไตล์ คนภูธร ที่ชอบจับสังคมเมาท์มอย และเห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้

น่าจะเป็นเพราะเป็นเมืองปิด ห่างไกล  จึงทำให้คนแบ่งคนชั้นกันไป นางเอกเองถูกจับให้ดูตัวกับผู้ชายคนหนึ่ง  ผู้ชายคนนี้ก็เป็นพวกเดียวกับลูกสาวคุณนายฮิลลี่ ที่แนวความคิดเหยียดผิวเหมือนกัน  ผู้ชายคนนั้นก็ทำท่าจะสนใจเธอเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเธอเขียนต้นฉบับ ในหนังสือพิมพ์คอลัมน์แม่บ้าน (แรกๆ ก็ดูถูกอยู่หรอก)  สุดท้ายแล้ว การจับคู่นี้ก็ไปไม่รอด  เพราะฝ่ายชายว่าสกีเตอร์เป็นพวกคิดถึงแต่ตัวเอง คิดว่าการเอาเรื่องคนในเมืองมาเขียนหนังสือเป็นเรื่องทำร้ายเพื่อนฝูง

ตุณนายคนใหม่ของมินนี่ บ้านคุณจอห์นนี่

มองกลับกัน  เรื่องคนใช้ผิวดำกับนายจ้างที่กดขี่ข่มเหง เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีการพูดถึงมาก่อน และยุคนั้นเป็นยุคที่อเมริกาเริ่มมีการเรียกร้องสิทธินายจ้าง – ลูกจ้าง ดังนั้นเรื่องของนางเอก และเพื่อนๆ จึงถูกใจ บอกอ. ที่นิวยอร์กมาก จนมีสำนักพิมพ์ใหญ่มาติดต่อให้เธอไปทำงานด้วย

 

ว่าแล้วก็เป็นเรื่อง Work ดีงาม พระรามเก้า

แต่นางเอกกลับบอกเพื่อนๆ ว่า อยากอยู่ที่นี่ต่อ เพื่อช่วยปกป้องพวกเธอ  แต่สาวใช้ผิวสีจับมือกันและบอกว่า พวกเธอดูแลตัวเองได้ ต่อให้ดูแลไม่ได้ก็จะดูแลกันและกัน และจะช่วยดูแลแม่ของเธอด้วย เธอควรไปมีชีวิตที่ดีในนิวยอร์ก และไม่ต้องสนใจว่าจะไม่มีผู้ชายในเมืองมาสนใจเธอ  เพราะนิวยอร์กย่อมมีผู้ชายที่เลิศกว่ารออยู่แล้ว

 

กฎของการรีวิวหนัง คือ ห้ามสปอยตอนจบ

ตอนจบมีฉากเรียกน้ำตาประมาณหนึ่ง ผู้เขียนคันปากอยากจะเล่าต่อ แต่ก็ทำไมได้  คร่าวๆ ว่า แม่นางเอกก็เคยเป็นพวกเหยียดผิว แต่ก็มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอเข้าใจลูกสาวมากขึ้น และปกป้องลูกด้วย  และลูกสาวคุณนายฮิลลี่ ก็ไม่ยอม จะรังควาญสาวใช้ต่อไป  จะจบยังไงนั้น.. ขอร้อง เรื่อง The Help เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่คุณควรดู ควรให้ลูกดู (เหมาะสำหรับเด็กอายุ 14 ปีขึ้นไป)

10 มุมมอง Spoil Beauty and the Beast Ver. เอ็มม่า วัตสัน

บิวตี้ แอนด์ เดอะ บีสท์ ควรดูไหม?

ด้วยความสปอย ก่อนอื่นเลยคนที่ไม่ชอบอ่านสปอย ควรข้ามบทความนี้ไปทันที เพราะเขียนเล่าแบบหมดเปลือกไม่เหลือเยื่อใย  ส่วนตัวตั้งความหวังไว้ว่าจะออกมาแบบการ์ตูน แต่ต้องบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้ทำออกมาได้เกินคาด

1. ภาพเหมือนในหนังสือภาพนิยาย

คือไม่ได้จะบอกว่า ภาพของภาพยนตร์เรื่องหนี้เหมือนในหนังการ์ตูนนะ  แต่กลับเหมือนภาพในนิยายจางๆ แบบในจินตนาการของเรามากกว่า  การเล่นสีของฟิล์ม เหมือนกับได้ดู Alice in Wonderland ยุคแรกๆ ที่เป็นฟิล์มสีเรื่องแรกของโลก  มีความแฟนซี แบบซีเปีย  สวยเหมือนภาพเก่าๆ ที่สวย สำหรับใครชอบบรรยากาศแบบนี้ไม่ควรพลาด

2. ฉากจินตนาการเหมือนจริง

ไม่คิดว่าฉากที่มีพวกจานชาม แก้ว ฯลฯ ที่กำลังเต้นๆ จะทำออกมาได้ดีขนาดนี้ คือเหมือนของจริงกำลังเคลื่อนไหวมากกว่าเป็น animation หรือ 3D  คือถ้าเทียบกับของทิม เบอร์ตัน ขานั้นจะทำออกมาเหมือน animation มากกว่า แต่เรื่องนี้ให้ความรู้สึกว่า มันคือ แก้ว จาน ชาม เครื่องทองเหลืองที่เคลื่อนไหวได้จริงๆ น่าจะเป็นเทคนิคภาพที่ดีที่สุด จากดิสนีย์แล้ว

n
คุณตะเกียงและคุณคอร์กเวิร์ธ

3. เจ้าชายดูเหม็นสาบ

อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ใครไม่ชอบก็อย่าว่ากัน  คือเนื่องจากภาพ 3D ของเรื่องนี้ทำออกมาได้เหมือนจริงมาก ทำให้เรารู้สึกว่าภาพที่เจ้าชายโผล่ออกมาให้เบลล์เห็นจากเงามืดในครั้งแรก มันสะพรึงสุด และมีขนๆ เต็มหน้า จากนั้นมามันก็ติดตา ไม่ว่าจะฉากที่เจ้าชายถอดเสื้อเพราะถูกหมาป่ากัด และต้องสวมชุดเจ้าชายเต็มยศเพื่อมาเต้นรำกับเบลล์  มันดูเหม็นๆ เหมือนเป็นสัตว์ป่าจริงๆ แตกต่างจากภาพการ์ตูน ที่น่ารักมุ้งมิ้ง ดูเข้าถึงความเก็กๆ แบบน่ารักของเจ้าชายได้มากกว่า  เจอ 3D เข้าไป เจ้าชายดูแก่และเหม็น เหมือนจนจินตนาการไปถึงกลิ่นเลย

4
เจ้าชายอสูรภาคภาพยนตร์
5
เจ้าชายอสูรภาคการ์ตูน

4. เอ็มม่า วัตสัน สวยมาก

ยินดีต้อนรับเจ้าหญิงดิสนีย์องค์ใหม่ ที่จะตื่นตาตื่นใจ ไปกับความเป็นเบลล์ที่ตรึงภาพเอ็มม่า วัตสันไปได้อีกนานๆ  เพราะเธอโด่งดังมาจากภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ คนก็ติดภาพว่าเธอคือเฮอร์ไมโอนี่นะ และหลังจากภาพการแสดงไม่ว่าจะร้องละครเวที หรือเต้นรำ เอ็มม่าทำได้ ที่ชอบก็คือใบหน้ามีกระเล็กน้อยของเบลล์ นี่ตรงกับความเป็นจริงและกลายเป็นเสน่ห์ กลายเป็นว่าคนมาดูหนังเรื่องนี้เพราะเอ็มม่าเยอะมาก  เชื่อเถอะว่าบทนี้เอาใครมาเล่นก็ไม่ปัง

2
เอ็มม่า วัตสัน ในบทเจ้าหญิงเบลล์

5. พล็อตเรื่องเป็นเส้นตรง และจบแบบ Happy Ending

เป็นหนังที่ เริ่มต้นเล่าเรื่องเกริ่นๆ ตามด้วยปัญหา และวิธีการแก้ไข จบด้วยความรักและความเข้าใจ ตามแบบฉบับเจ้าหญิงดิสนีย์ ไม่หวือหวา ไม่แอคชั่นนะจ้ะ

6. ชาวบ้านดูปิดกั้นเบลล์จริงๆ สะท้อนสังคมฝรั่งเศสแบบโบราณ

ดูแล้วรู้สึกว่าชาวบ้านรังเกียจเบลล์จริงจัง และชาวบ้านก็ดูน่ารังเกียจมากที่เป็นสังคมต่างจังหวัดแบบปิดกั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่เจริญของความคิด ไม่มีใครอ่านหนังสือ ไม่มีใครหัวสมัยใหม่ และยังเชื่อเรื่องผีสาง

7. ฉากเด็ดๆ มีฉากเดียว คือ ฉากที่เจ้าหญิงเต้นรำ

แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าจะมีฉากอลังๆ อะไรมากมายไหม? ซึ่งตอบเลยว่าไม่ ทั้งเรื่อง ที่โปรยภาพโปสเตอร์ เจ้าหญิงเบลล์เต้นรำกับเจ้าชายอสูร  ก็เหมือนดึงจุดที่พีคที่สุดของเรื่องออกมาขายแล้ว  ทำให้คนดูรู้สึกไม่ตื่นเต้นเลยว่าเจ้าหญิงเบลล์ออกมาแล้วนะ  แค่แตกต่างตรงที่เป็นภาพเคลื่อนไหวแล้วเท่านั้นเอง

a

8. ไม่มีฉากการต่อสู้ที่รุนแรง เพราะเป็นหนังเด็ก

ต้องบอกว่า ภาพยนตร์ดิสนีย์ นิยายดิสนีย์ เป็นหนังสำหรับเด็ก เพราะไม่มีฉากเลิฟซีน ไม่มีฉากใช้ความรุนแรง ไม่โป๊ ไม่เซ็กซี่  ใครอยากเห็นเอ็มม่าลุคเจ้าหญิงเซ็กซี่ นี่ไม่มีนะจ้ะ เว้นแต่ว่าจะเป็นภาพที่ปล่อยมาจากอินเตอร์เน็ตเท่านั้นเอง

5
ภาพเจ้าหญิงเบลล์ เอ็มม่า วัตสัน แบบเซ็กซี่ จากอินเตอร์เน็ต

9. เชื่อเหอะว่า ของพรีเมี่ยมทุกอย่าง ที่ตีตรา Disney Beauty and the Beast ขายได้ทั้งหมด

เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำมาจากการ์ตูนเจ้าหญิงดิสนี่ย์ที่มีอายุหลาย 10 ปีแล้ว  สาวๆ หลายคนที่เคยเติบโตมากับเบลล์ ป่านนี้เป็นสาววัยทำงานกันทั้งหมด  พอพูดชื่อออกมา ว่า เป็นสินค้า  Disney Beauty and the Beast พวกเธอเหล่านี้ยินดีที่จะวิ่งไปซื้อและจ่ายเงินทันที โดยไม่สนสายตาใครแคร์ว่าฉันจะดูเหมือนเด็กนะ

cutepress_beaty-and-the-beast_6
Beauty & The beast

10. ซื้อเก็บ DVD แน่นอน

เหตุผลที่คนจะรอแผ่น และซื้อเก็บ น่าจะเป็นเพราะ เอ็มม่า วัตสัน สวยมาก  คงหาใครมาเป็นเบลล์ ที่ดูเกิด เกิด มากกว่าเธอคงไม่ได้  เอ็มม่าทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีคุณค่าขึ้นมา แตกต่างกับหนังของดิสนี่ย์อื่นๆ ที่ไม่อินเลย อย่าง Alice in Wonderland จาก ทิมเบอร์ตัน, ซินเดอเรล่า ที่จำไม่ได้แล้วว่าใครแสดง คือ ภาพของเอ็มม่า ประหนึ่งเธอหลุดมาจากโลกนิยาย เป็นมากกว่าเจ้าหญิงดิสนีย์

หากถามว่า บิวตี้ แอนด์ เดอะ บีสท์ เป็นหนังที่ควรดูไหม?  คุณเท่านั้นที่จะตัดสินได้ ลองดูนะคะ ถ้าบทความนี้ไม่ถูกใจคุณก็อย่าว่ากันเน่อออ

 

เรื่องโดย  Febissue

ภาพ Disney/ internet

ARC Award ประกวด “งานเขียน” ชิงรางวัล 100,000 บาท

สวัสดีค่ะ วันนี้เราขอนำงานประกวดเวที “ARC Award” เป็นเวทีใหม่จากค่าย อมรินทร์  ที่ยังไม่เปิดตัวกิจกรรมนี้อย่างเป็นทางการเท่าไหร่ แต่ก็มีกติกาและเงินรางวัลมาล่อใจให้คนรุ่นใหม่มได้ส่งประกวดกัน

 

ARC Award เป็นเวทีลูกๆ ก่อนหน้านี้ มีงานประกวดประเภท “นายอินทร์อะวอร์ด” แต่งานเขียนรุ่นใหม่อย่าง แนว How to, แกลอรี่ภาพ ฯลฯ ไม่ได้แจ้งเกิดเท่าไหร่  เวทีนี้จึงได้เกิดขึ้นมา

ใครสนใจก็รีบส่งกันนะคะ.. หมดเขต 31 มี.ค. 60 นี้นะจ้ะ

มาดูกติกากันก่อน  (ติดตามเพิ่มเติมได้ที่เพจ –> www.facebook.com/AmarinReadersChoiceAward)

14938134_1770350546547635_2746230151458437761_n

กระติก-กา (กติกา) ARC Award

1.ไทย – เป็นงานริเริ่มของผู้เขียน ผู้วาด ผู้สร้างสรรค์ที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก มิใช่งานแปล-แปลงหรือลอกเลียนผู้อื่น หากมีการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาเกิดขึ้น ผู้ส่งผลงานต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
.
2.ยังไม่ตาย – ผู้เขียนมีชีวิตอยู่ขณะส่งผลงานเข้าประกวด
.
3.ไม่เคยพิมพ์ขาย – ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่มเพื่อการจำหน่ายมาก่อน แต่หากพิมพ์ไว้เฉยๆ ไว้แจก ไม่ขาย #ส่งได้! จะรวบรวมข้อเขียน รูปภาพจากเว็บ บล็อก สื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ตนเป็นผู้สร้างสรรค์ไว้ก็ได้ ขอเพียงไม่เคยขาย ไม่เคยหารายได้ และเจ้าตัวมีสิทธิ์ถูกต้อง ได้!
.
4.ไม่จำกัดจำนวนและประเภท –ส่งผลงานได้ไม่จำกัดจำนวนและประเภท ย้ำ! ทุกประเภท! จะเป็นงานที่โลกเคยมีมาก่อนหรือเป็นงานที่ไม่มีใครจำแนกได้ว่ามันคืองานประเภทไหน ก็ได้! ส่งกี่ชิ้น ก็ได้!
.
5.ยาวพอรวมเล่ม –โปรดพิมพ์ต้นฉบับเป็นตัวพิมพ์ดีดหรือคอมพิวเตอร์ขนาดตัวหนังสือ 16 พอยต์ ที่สำคัญ ไม่จำกัดความยาวและความสั้นของชิ้นงาน ขอเพียงให้ยาวพอที่จะรวมเล่มได้ (ขอสงวนสิทธิ์ไม่รับพิจารณาต้นฉบับลายมือเขียน)
.
6.สรุปมาหนึ่งหน้า – ส่งแนวคิดรวบยอดของงาน ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับงาน (สำคัญมาก เขียนมาด้วยนะจ๊ะ) เช่น ชื่องาน ประเภท เรื่องย่อ ฯลฯ พร้อมระบุชื่อและข้อมูลติดต่อของผู้เขียนมาด้วย โปรดจบใน 1 หน้า A4 ตัวหนังสือ 16 พอยต์
.
7.พิมพ์ส่ง – รับต้นฉบับทางไปรษณีย์เท่านั้น ไม่รับทางออนไลน์และช่องทางอื่นๆ โดยเด็ดขาด โครงการประกวดจะไม่ส่งคืนต้นฉบับในทุกกรณี ยกเว้นผลงานที่มีภาพ ให้มารับคืนได้ด้วยตนเองภายใน 1 เดือน หลังประกาศผล
.
8.ไม่มอบหากไม่เฟี้ยว – สงวนสิทธิ์พิจารณาเฉพาะผลงานที่ทำตามกติกาเท่านั้น โครงการประกวดขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่มอบรางวัลหนึ่งรางวัลใด หากผลงานที่ส่งประกวดไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนด
.
9.กรรมการใหญ่ที่สุด! – ผลการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
.
ส่งผลงานได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560
ที่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
ฝ่ายหนังสือเล่ม อาคาร B ชั้น 2
เลขที่ 378 ถนนชัยพฤกษ์ แขวงตลิ่งชัน
เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170
(วงเล็บมุมซอง ส่งผลงานโครงการ ARC Award)
.
หวังใจจะได้อ่านงานคุณ
#ARCAward
#มากกว่ารางวัลคือคนอ่าน

[MOVIEs] เพลงสุดท้าย ๒๕๒๘

สมหญิง ดาวราย

เมื่อคืนก่อนเปิดทีวีเจอละครเก่าเรื่องหนึ่ง ภาพแรกที่เห็น เป็นผู้หญิง เอ๊ะ! หรือผู้ชาย? คนหนึ่ง แต่งหน้าทาปากจัดเต็ม ขนาดแผ่นฟิล์มขาวดำยังสังเกตเห็น มองดูอยู่ตั้งนานหน้าอกตูม ดูมๆ ซาบีน่า ก็สงสัยว่าคนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา เขาผ่าตัดศัลยกรรมดูมๆ ซาบีน่ากันได้แล้วหรอ?

ดูไปพักหนึ่งจึงแยกแยะได้ว่าเขาเป็นผู้ชายจริงๆ เราไม่อยากเรียกว่า “กระเทย” เลย เพราะจากการดำเนินเรื่อง ทำให้เธอผู้นี้ด้วย “สวย” ราวกับผู้หญิง.. สวยทั้งภายในภายนอก งามกว่าผู้หญิงหลายคน

สมหญิง ดาวราย

ก่อนจะโทรศัพท์ไปพูดคุยกับเพื่อนเรื่องการศัลยกรรมทำนม ก็จับใจความเนื้อเรื่องได้ว่า นางเอกชื่อสมหญิง ดาวราย เพื่อนในคณะทิฟฟานี่เรียกว่า “อีหญิง”  ซึ่งพ้องกับชื่อข้าพเจ้ามาก ข้าพเจ้าจึงอินเป็นพิเศษ

อีหญิงเป็นกระเทยมีการศึกษา การดำเนินเรื่องทำให้ข้าพเจ้าตระหนักว่าผู้ที่มีวิถีเพศเบี่ยงเบนเช่นนี้จะประกอบอาชีพอะไรในยุคนั้นก็ลำบาก หากไม่ได้เป็นนางโชว์ ความเป็นอยู่คงจะลำบากมาก อีหญิงในเรื่องจบวิทยาลัยนาฏศิลป์ ร้องเพลงและรำได้เก่ง อยู่ในคณะของกระเทยรุ่นใหญ่ ชื่อซ้อเทือง (เจ๊ประเทือง) ซึ่งซ้อเปรียบเสมือนแม่ใหญ่ของวง วันหนึ่งซ้อมีปัญหากับแฟนหนุ่มซึ่งส่งเสียเลี้ยงดู ซื้อที่นาให้พ่อแม่ แต่สุดท้ายกลับทิ้งซ้อไปหาผู้หญิงอื่น ซ้อเกือบจะยิงตัวตาย เรื่องนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้คนในวงกลัวการมีแฟน เพราะรู้ว่าความรักระหว่างชายกับชายไม่ใช่สิ่งยั่งยืน สุดท้ายเขาก็ต้องทิ้งไปมีผู้หญิงใหม่

สมหญิง ดาวราย

คนที่คบกับกระเทย ส่วนมากก็เข้ามาปอกลอก แต่อย่างพระเอก บุญเติม ตอนแรกเป็นชายหนุ่มอีสานซื่อๆ ทำงานอยู่อู่ซ่อมรถ เจอกับคุณหญิงโดยบังเอิญ คุณหญิงทาบทามให้มาทำงานในวง เมื่อแรกที่บุญเติมเข้ามาทำงานในบ้านคุณหญิง ก็คุยกันถูกคอ สุดท้ายความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไป ได้อยู่กินกัน

หลังจากที่ซ้อเทืองไล่แฟนหนุ่มออกจากวง ตำแหน่งนักร้องหน้าม่านก็ว่าง ซ้อก็ให้บุญเติมมาลองร้องเพลง จนบุญเติมสามารถเลี้ยงตัวเอง มีเงินเก็บ

สมหญิง มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อแพรว เป็นทอม รักอยู่กับอร น้องสาวของสมหญิง แต่พ่อกับแม่กีดกันอรไม่ให้เป็นเลสเบี้ยน แพรวเลยช้ำใจ

ช่วงหนึ่งที่สมหญิง แพรว อร บุญเติม ได้ไปเที่ยวทะเลกัน เป็นการเริ่มต้นทำความรู้จักของอรกับบุญเติม สุดท้ายทั้งสองก็รักกัน

บุญเติมโกหกสมหญิงว่าในแต่ละสัปดาห์ที่ขับรถไปกรุงเทพฯ เพื่อไปเปิดร้านอู่ซ่อมรถกับเพื่อน แต่พอสมหญิงถามเซ้าซี้ว่าเป็นใคร บุญเติมก็ไม่ค่อยตอบ วันหนึ่งบุญเติมก็บอกว่าจะพามาเจอในวันเสาร์ คุณจะได้ไม่สงสัยเสียที

วันเสาร์ เป็นวันที่บุญเติมพาอรมาขอโทษสมหญิง ขณะสมหญิงเปิดประตูบ้านเข้ามา เห็นบุญเติม ก็ร้องทักว่า วันนี้น้องสาวจะมาหา อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อน และสมหญิงเห็นอรพอดี ก็ทักทาย พอหลังจากเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของบุญเติม สมหญิงก็สงสัย

เมื่อบุญเติมอธิบายให้ฟัง สมหญิงก็คลั่ง แทบเป็นบ้า

บุญเติมบอกว่าลาออกจากการเป็นนักร้องหน้าม่านแล้ว และเสาร์หน้าก็จะไปรับเงินก้อนสุดท้าย

สมหญิงเปลี่ยนไปกลายเป็นคนจิตตก ดื่มเหล้า สูบบุหรี่จัด จนเพื่อนๆในวงสงสัย เมื่อรู้ความซ้อเทืองก็มาปลอบใหญ่ เพราะถือว่ามีประสบการณ์มาก่อน สมหญิงไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร แม้กระทั่งขึ้นโชว์

วันเสาร์สมหญิงขอโชว์แค่เพลงสุดท้าย ซ้อเทืองให้ใครเปลี่ยนใจเธอให้ขึ้นก่อนเธอก็ไม่ยอม แม้กระทั่งเพลงประจำ สมหญิงก็ไม่ขึ้นโชว์ วันนั้นบุญเติมมารับเงินพร้อมกับอรพอดี อรบอกว่าอยากเห็นพี่ตัวเองโชว์ และไม่คิดว่า โชว์นี้จะเป็นโชว์สุดท้ายของสมหญิง

… มาถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าเคยเห็นการแสดงตลกล้อเลียนเพลงนี้หลายครั้ง ก็สงสัยว่าทำไมเพลงนี้ต้องให้สาวประเภทสองร้อง และต้องเปลื้องผ้าออก ถอด และโยนทิ้งประชดชีวิต .. ที่มานี้มาจากละครเรื่องนี้ เป็นฉากที่สมหญิงแสดงถึงความเสียใจที่สุดที่ถูกผู้ชายทิ้ง และยอมรับไม่ได้ว่าความรักในเพศแบบตนนั้นไม่มีจริง  สมหญิงร้องเพลงนั้นเป็นเพลงสุดท้าย และถอดเสื้อผ้านางโชว์สวยงามจอมปลอมออก ตัดผมของตัวเอง และยิงตัวตาย

แขกที่นั่งชมอยู่นึกว่าเป็นการแสดง .. ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงที่สมบทบาทมาก จึงร่วมกันปรบมือ และโยนดอกไม้ขึ้นไปบนเวที

ซ้อเทือง เพื่อนๆ หรือแม้แต่กระทั่งบุญเติมและอร ต่างตกใจ ที่การยิงนั้นเป็นเรื่องจริง

 

ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้วนอนไม่หลับ โทรศัพท์หาเพื่อน สนทนากันว่าสมัยก่อนเขามีการเปิดเผยเรื่องรักข้ามเพศหรือการแสดงออกข้ามเพศกันได้เยอะขนาดนี้เลยหรือ? ทำหน้าอกจริง แต่งตัวได้สาวแม้ว่าจะไม่สวยเท่ากระเทยปัจจุบัน แต่ก็ถือว่าเป็นภาพยนตร์แสดงวิวัฒนาการในการพูดถึงเรื่องรักข้ามเพศ

 

ปัจจุบัน การเห็น เกย์ ทอม ดี้ กระเทย ตุ๊ด สำหรับข้าพเจ้าถือเป็นเรื่องปกติ  แม้การแสดงออกทางเพศปัจจุบันจะดูรุนแรงกว่ายุครุ่นพ่อรุ่นแม่เรา ข้าพเจ้าก็ยังถือว่าปกติ  .. แต่ข้าพเจ้าสะเทือนใจอยู่อย่างเดียวคือ… สงสารการมีรักบนพื้นฐานของอารมณ์.. ซึ่งบ้างก็ไม่ใช่รักที่จริง

 

 

เรื่องและภาพ @ต้นหอม #แอดมินต้นหอม @febissue #febissue