ท่านสอนหนูมา ให้รักประชาชน – เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

 

วันนี้ก็เหมือนกับทุกๆ วัน ที่กลับมาก็กินข้าวหน้าโทรทัศน์คนเดียว ดูอะไรไปเรื่อยเป็นเพื่อน พอหนังจีนจบก็มีรายการ คสช. นายกประยุทธ์กำลังพูด ระหว่างนั้นก็กินข้าวไปด้วย พอเงยหน้าขึ้นมาจากจาน  ก็เห็นภาพเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ในโทรทัศน์  พระองค์กำลังตรัสว่า

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

“ท่านสอนหนูมา ให้รักประชาชน  คุณป้าไม่ต้องกังวล อยู่กับลูกชายให้มีความสุข”

มีป้าที่อายุมาก น่าจะป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพราะไร้ผม  นั่งกราบอยู่ตรงพื้นเบื้องหน้า เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ (ที่ทรงฉลองพระองค์สูทกระเป๋าเขียว เหมือนอย่างที่เราเคยเห็นสมเด็จย่า และ สมเด็จพระพี่นางสวมใส่) ท่านลงไปนั่งยองๆ ใกล้ๆ เพื่อพูดปลอบป้าที่ร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด  ฟังประโยคนี้จบแอดมินก็นั่งร้องไห้จนถึงขณะที่พิมพ์อยู่ ก็ยังร้อง

ก่อนหน้านี้ สมัยยังเรียนคณะวิทยาศาสตร์ เพื่อนๆ หลายคนก็สอบชิงทุน และสอบเข้าทำงานในสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านวิทยาสาสตร์ทางการแพทย์ได้ดีเป็นอันดับ 1  สำหรับแอดมินแล้วตอนนี้ล้ำพอๆ กับ ของNectec ที่รังสิต  เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ จึงทรงเป็นไอดอลของเด็กสายวิทย์หลายต่อหลายคนในประเทศทีเดียว

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

ครั้งหนึ่งแอดมินเคยมีโอกาสรับเสด็จฯ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ  ที่งานเปิดตัวงานแสดงศิลปะ marsi ที่หอศิลป์พระนางเจ้าฯ (น่าจะประมาณปี พ.ศ. 2556) ในช่วงนั้นพระองค์ทรงพระประชวร และนั่งรถเข็นแล้ว  แอดมินได้หลบอยู่แถวหน้าลิฟท์ เห็นหัวเสื้อจากัวร์ตรงที่วางแขนของรถเข็น  จากที่เคยดูรายการที่ทรงให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทรถยนต์จากัวร์ผลิตถวาย  แค่วันนั้นก็รู้สึกว่าพระองค์ทรงเหนื่อยมากแล้ว  แต่ทุกวันนี้พระองค์ก็ยังทรงงานไม่หยุด

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

อย่างที่เราทราบกันว่า เจ้าฟ้าหญิงทรงประชวรด้วยพระโรคที่เกี่ยวกับเม็ดเลือดขาว  ทุกวันนี้พระองค์ทรงแข็งแรงได้ด้วยฤทธิ์ยา  เดาไม่ออกเลยว่าพระองค์ทรงใช้ยามากแค่ไหน  บางทีเราเห็นท่านเดินก้มๆ  ซึ่งพระองค์ทรงประชวรด้วยพระโรคแพ้ภูมิตัวเอง  มีเนื้องอกที่ ลำไส้ใหญ่ อก และพระศอ (ข้อมูลจาก Wikipedia) ซึ่งถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป คงพักผ่อนอยู่บ้านไม่ไปไหน

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

ยิ่งเห็นฟ้าหญิงทรงงานหนัก เดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ  แม้งานประทานปริญญาบัตร ที่ทรงตรัสว่าเป็นงานที่ในหลวงทงมอบหมายให้ดูแล และมีคลิปที่ทรงยกมือไหว้ขอโทษบัณฑิตที่ทรงมาสาย เพราะหกล้มในห้องน้ำ ไม่รู้กระดูกร้าวหรือเปล่า มอบเสร็จจะไปเอกซ์เรย์  ดูคลิปแล้วจะร้องไห้  เพราะหากใครติดตามงานของพระองค์ จะทราบว่าพระองค์ทรงเป็นตัวอย่างที่เดินตามรอยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 อย่างน่ายกย่อง

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ทรงพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทรงสนับสนุนงานวิจัย เน้นวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์ และด้านชีวเคมี- อนูชีวโมเลกุล เป็นแห่งแรกๆ  เพราะทรงประชวรด้วยพระโรคที่เกี่ยวข้องกับระดับ Gene จึงค้นว่า และศึกษาเกี่ยวกับระดับเซลล์ เนื้อเยื่อ และหาวิธีป้องกัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย

ไม่ใช่แค่ทรงเป็นเจ้าฟ้า  แต่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์  เป็นที่รักของข้าพเจ้า และคนไทยทุกคนด้วย

 

เรื่องโดย : แอดมิน febissue
ภาพ : internet

โลกตะลึง! ทรงหยุดสงครามกลางเมืองที่กำลังร้อนแรง

เคยอ่านเรื่องที่ในหลวง ร.๙ ทรงหยุดการเมืองที่ร้อนแรง  เพื่อไม่ให้ประชาชนออกมาฆ่ากันเอง  ซึ่งแม้บางเรื่องจะเกิดไม่ทัน แต่เรื่องหลังๆ ที่เกิดทัน เราเห็นภาพทางทีวียังรู้สกเลย่วา ในหลวงทรงรักประชาชน จึงอยากขอเก็บเรื่องนี้ไว้  และแชร์ให้ทุกท่านได้อ่าน ขอนำอนุญาตนำข้อมูลมาจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ มาให้อ่านกันค่ะ ( http://manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9590000104641)

1

แม้ระบอบการปกครองของไทย พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศก็ไม่เคยมีพระราชประสงค์ที่จะเข้ามาข้องเกี่ยวกับการเมือง นอกจากการทรงงานเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พสกนิกรของพระองค์ แต่ในยามที่ประเทศชาติเกิดปัญหาวิกฤติ ถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมือง ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทุกฝ่ายจึงต้องพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้วิกฤติการณ์ร้ายแรงนั้นยุติลงได้ราวปาฏิหาริย์ สร้างความประหลาดใจให้คนทั้งโลก ว่าเป็นไปได้อย่างไร ไม่มีใครทำได้เช่นนี้ ทั้งยังไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว

2
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสทางทีวีในวันที่ ๑๔ ตุลาคม

เหตุการณ์ “วันมหาวิปโยค”
ในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ ประชาชนมีความไม่พอใจในการปฏิรูปประชาธิปไตยซึ่งเป็นไปอย่างเชื่องช้า ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลต้องการจะผูกขาดการครองอำนาจ โดยถ่วงเวลาแก้รัฐธรรมนูญไปอีก ๓ ปี จึงเกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชน มีการเรียกร้องจากบุคคลหลายอาชีพรวมทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว แต่รัฐบาลกลับใช้วิธีจับกุมผู้เดินแจกใบปลิว ด้วยข้อหามั่วสุมทางการเมืองเกินกว่า ๕ คน พร้อมพ่วงข้อหาเป็นกบฏและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้เกิดปฏิกิริยาในหมู่ประชาชนและนักศึกษา เรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องหา แต่รัฐบาลไม่ยินยอม จึงเกิดการชุมนุมขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม

พลตรีจำลอง ศรีเมือง ถูกบุกชิงตัวกลางที่ชุมนุมใน “พฤษภาทมิฬ”
พลตรีจำลอง ศรีเมือง ถูกบุกชิงตัวกลางที่ชุมนุมใน “พฤษภาทมิฬ”

ในวันนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อกราบบังคมทูลเกี่ยวกับเหตุการณ์และขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และทรงแนะทางยุติความขัดแย้งอย่างสันติ แต่เหตุการณ์มิได้คลี่คลายไปได้โดยง่าย

ในวันที่ ๑๒ ตุลาคมจำนวนผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นเป็นแสน เมื่อรัฐบาลยังไม่ยินยอมตามข้อเรียกร้อง การเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็เกิดขึ้นในวันที่ ๑๓ ตุลาคม มีนักศึกษาประชาชนเข้าร่วมกว่า ๕ แสนคน เคลื่อนขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นจุดแรก เพื่อรอคำตอบจากรัฐบาล ตอนค่ำวันนั้น รัฐบาลยอมปล่อย ๑๓ ผู้ต้องหา และรับว่าจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญในอีก ๑ ปีถัดไป นักศึกษาและประชาชนไม่เชื่อคำสัญญาชองรัฐบาล ตัวแทนนักศึกษาจึงขอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยบ้าง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้พลเอกสุจินดาและพลตรีจำลองเข้าเฝ้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้พลเอกสุจินดาและพลตรีจำลองเข้าเฝ้า

เช้าตรู่ของวันที่ ๑๔ ตุลาคม ขบวนได้เคลื่อนไปยังพระตำหนักสวนจิตรลดา เพื่อฟังผลที่ตัวแทนนิสิตนักศึกษาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เวลาประมาณ ๕ น. พ.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร นายตำรวจประจำราชสำนัก อัญเชิญพระบรมราโชวาทมาอ่านให้ที่ประชุมฟัง ว่ารัฐบาลได้ยินยอมตามคำเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาแล้ว ขอให้กลับคืนสู่สภาพปกติ เพื่อยังความสงบเรียบร้อยให้เกิดแก่ประชาชน ผู้ชุมนุมต่างเปล่งเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนแยกย้ายกันกลับ

แต่เมื่อนักศึกษาประชาชนส่วนหนึ่งจะกลับไปทางถนนพระราม ๕ จากสี่แยกราชวิถี ตำรวจก็ปิดกั้นไม่ยอมให้ผ่าน เพราะเป็นเส้นทางที่ไปทางบ้านจอมพลถนอม จึงมีการผลักดันกันขึ้น ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตายิงใส่กลุ่มประชาชนและนักศึกษา และใช้กระบองลุยตีไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำให้กลุ่มนักศึกษาประชาชนต้องกระโดดหนีลงไปในคูน้ำรอบพระตำหนักจิตรลดา มีผู้เสียชีวิต ๓ คนบาดเจ็บนับร้อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาให้เปิดประตูพระตำหนักให้นิสิตนักศึกษาเข้าไปลี้ภัย และเสด็จออกมาเยี่ยมด้วยพระองค์เอง

ข่าวตำรวจทำร้ายนิสิตนักศึกษาแพร่สะพัดไปทั่ว ทำให้ผู้ชุมนุมที่สลายตัวไปแล้วกลับมาชุมนุมกันอีก และขว้างปากองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ผ่านฟ้าอย่างโกรธแค้น มีการเผาป้อมตำรวจที่ท่าพระจันทร์หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ายึดกรมประชาสัมพันธ์ที่ออกข่าวว่านิสิตนักศึกษาเป็นผู้ก่อการร้ายบุกรุกเข้าพระตำหนักสวนจิตร จากนั้นก็ลามเข้ายึดกรมสรรพากรที่อยู่ติดกัน และล้อมโรงพักชนะสงคราม
รัฐบาลได้ส่งรถถังหลายคันออกปราบปรามนิสิตนักศึกษาและนักเรียนอาชีวะ มีเฮลิคอปเตอร์ทหาร ๓ ลำบินวนถนนราชดำเนินยิงปืนกราดและทิ้งระเบิดน้ำตาลงมา นักศึกษาประชาชนต้องเสียชีวิตจำนวนมากที่โรงพักชนะสงครามและกองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า ซึ่งตำรวจยิงต้านทานอย่างเหนียวแน่น

๑๘.๐๐ น.ของวันนั้น วิทยุประเทศไทยได้ออกข่าวว่า จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว และตอนค่ำ ๑๙.๑๕ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสทางวิทยุและโทรทัศน์ ทรงเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “วันมหาวิปโยค” ขอร้องให้ทุกฝ่ายยุติการต่อสู้ ใช้สติยับยั้งเพื่อประเทศชาติกลับคืนสู่ปกติ ทรงแจ้งว่าได้แต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เหตุการณ์ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผ่านฟ้าก็ยังไม่สงบ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในอารมณ์คลั่งแค้นที่ตำรวจยิงผู้ชุมนุมตายเป็นจำนวนมาก ไม่ได้รับฟังข่าวสารใดๆ จะบุกกองบัญชาการของตำรวจแห่งนี้ให้ได้ และทำสำเร็จเมื่อ ๑๓,๐๐ น.ของวันที่ ๑๕ ตุลาคม วางเพลิงเผาจนวอดรวมทั้งสถานีตำรวจนางเลิ้งที่อยู่ติดกัน ในเวลา ๑๘.๔๕ น.ของวันนั้น วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้ประกาศว่า จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ได้ลาออกจากราชการและเดินทางออกไปต่างประเทศแล้ว

กลุ่มผู้โกรธแค้นที่สถานทูตไทยในกรุงพนมเปญถูกเผา ไปชุมนุมที่หน้าสถานทูตเขมร
กลุ่มผู้โกรธแค้นที่สถานทูตไทยในกรุงพนมเปญถูกเผา ไปชุมนุมที่หน้าสถานทูตเขมร

ในขณะที่สถาบันทางการเมืองล่มสลายไปหมดนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง สมัชชาแห่งชาติ และสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของประชาชนทุกสาขาอาชีพ

“เพื่อให้ได้มาซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อันเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ อาชีพ วิชาการ ตลอดจนทรรศนะ ความเห็นอันกว้างขวางในประเทศของเราอย่างแท้จริง”
ในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๑๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก พระราชดำรัสเปิดประชุมแสดงให้เห็นพระราชประสงค์ที่จะให้เกิดรัฐประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยแท้

“ข้าพเจ้ามีความพอใจมากที่ได้เห็นว่า ผลแห่งการคัดเลือกนั้น ได้ทำให้สภามีสมาชิกที่มาจากคนหลายกลุ่มหลายอาชีพ ซึ่งตามปกติอยู่ห่างไกลกัน แต่ได้มาร่วมประชุมกันในสภานิติบัญญัตินี้ เพื่อแลกเปลี่ยนและรับฟังความเห็นของกันและกัน แล้วร่วมกันตัดสินใจในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองที่รักของเราต่อไป”
หลังจากนั้น ประชาชนก็มีโอกาสใช้สิทธิของตนเองในการเลือกตั้ง กลไกของระบอบประชาธิปไตยก็กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง ทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่มั่นคง ซึ่งทุกคนหวังพึ่งได้ เมื่อใดที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติจนประชาชนเห็นว่าหมดที่พึ่ง ก็จะหันไปพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เหตุการณ์ “วันพฤษภาทมิฬ”
ในปี ๒๕๓๔ ขณะที่ประชาชาวไทยเชื่อกันว่าการกบฏรัฐประหารของคนถืออาวุธนั้น เป็นอดีตที่ไม่หวนกลับมาของประเทศไทยอีก แต่แล้วในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ นายทหารคณะหนึ่งประกาศตัวเป็น “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” หรือ “รสช.” เข้ายึดอำนาจการปกครองโดยอ้างเหตุผลเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาลที่กำลังอื้อฉาว

รสช.ได้ตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นโดยมี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก่อนที่จะประกาศใช้ได้ในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๓๕ ก็มีผู้เคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยว่าเป็นรัฐธรรมนูญผูกขาดอำนาจของ รสช. พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผบ.ทบ. หนึ่งในคณะ รสช. จึงยืนยันต่อผู้สื่อข่าวที่หอประชุมกองทัพบกว่า ทั้ง พล.อ.สุจินดา และ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ผบ.ทอ. จะไม่เป็นนายกฯสืบอำนาจ รสช.

หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลได้จัดให้มีการเลือกตั้ง แต่ไม่มีพรรคไหนได้เสียงเกินครึ่งสภา พรรคสามัคคีธรรมที่มี รสช.หนุนอยู่จึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีมติจะให้นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่ทันจะทูลเกล้าฯ ก็มีมือดีปล่อยข่าวว่า นายณรงค์เป็นผู้หนึ่งที่ “ต้องห้าม”เข้าอเมริกา เพราะมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด

ในที่สุด พล.อ.สุจินดาก็หลั่งน้ำตายอม “เสียสัตย์เพื่อชาติ” เป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง โดยมี ๕ พรรคการเมืองสนับสนุน ซึ่ง ๓ พรรคหลังก็ถูกยึดอำนาจร่วมกับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ทั้งยังมีรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์ถึง ๓ คนร่วมคณะ

กระแสความไม่พอใจในหมู่ประชาชนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงได้โหมแรงขึ้น เรียกร้องให้ พล.อ.สุจินดาลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคฝ่ายค้านมีมติแต่งดำไว้ทุกข์ จัดปราศรัยเพื่อคัดค้านนายกฯ มีประชาชนออกมาชุมนุมกันที่สนามหลวงกว่า ๕ แสนคน มีการติดต่อประสานงานกันด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่จนถูกเรียกกันว่า “ม็อบมือถือ” โดยมี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้ที่มีคะแนนนิยมสูงในขณะนั้นเป็นผู้นำ

ในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนจากสนามหลวงไปตามถนนราชดำเนิน แต่ถูกรัฐบาลวางกำลังสกัดไว้ที่สะพานผ่านฟ้า เริ่มมีการปะทะ รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม และสั่งปราบปรามการชุมนุมอย่างรุนแรงด้วยแผนไพรีพินาศ ผู้คนในถนนราชดำเนินบาดเจ็บล้มตายกันไปหลายคน และผู้ที่หลบภัยเข้าไปในโรงแรมรัตนโกสินทร์ถูกลากตัวออกมาทุกห้อง สื่อมวลชนต่างประเทศได้แพร่ภาพการปราบปรามประชาชนนี้ออกไปทั่วโลก สร้างความสลดหดหู่ใจแก่ผู้พบเห็นความโหดร้าย และเรียกเหตุการณ์นี้ว่า“พฤษภาทมิฬ” เหตุการณ์รุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อ พล.ต.จำลองถูกชิงตัวไปจากที่ชุมนุมนำไปขังไว้ที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน

แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายออกไปอีก ในเวลา ๕ ทุ่มครึ่งของวันที่ ๒๐ พฤษภาคม โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจและสถานีวิทยุทุกแห่งได้ถ่ายทอดข่าวสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ พล.อ.สุจินดาและ พล.ต.จำลองเข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ทรงเริ่มพระราชดำรัสด้วยพระสุรเสียงเรียบๆ แต่หนักแน่นว่า

“คงไม่เป็นที่แปลกใจ ทำไมจึงเชิญให้ท่านมาพบกันอย่างนี้”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชาธิบายแก่บุคคลทั้งสองว่า แม้จะเป็นที่กระจ่างชัดตั้งแต่แรกว่า เหตุผลที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันคืออะไร แต่

“ก็มีความเสียหายในทางจิตใจ และในทางเศรษฐกิจของประเทศชาติอย่างที่จะนับคณนาไม่ได้” และ

“ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกหนทุกแห่ง มีความหวาดระแวงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลำบาก”
ทรงถามผู้นำทั้งสองฝ่ายด้วยคำถามที่คนทั้งชาติเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ว่า

“แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทางชนะ อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วก็ที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ”

ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างละทิษฐิมานะ ยอมปฏิบัติตามพระราชดำรัส
พล.อ.สุจินดาและ พล.ต.จำลองได้ออกแถลงทางโทรทัศน์ร่วมกัน พล.อ.สุจินดารับว่าจะปล่อยตัว พล.ต.จำลองและจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้ชุมนุม ส่วน พล.ต.จำลองก็ขอให้ผู้ชุมนุมยุติความวุ่นวาย แม้ผู้ชุมนุมยังไม่พอใจที่ พล.อ.สุจินดาไม่ยอมลาออก แต่ก็พร้อมใจกันสนองพระบรมราโชวาท ยอมยุติการประท้วง
การปราบปรามประชาชนที่ทำให้ชาวโลกสลดหดหู่ใจ ก็กลายเป็นเหตุการณ์ “โลกตะลึง” ที่ยุติลงทันทีทันใดด้วยพระราชดำรัสเพียงไม่กี่ประโยค ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครอีกแล้วที่สามารถจะหยุดสงครามการเมืองได้เช่นนี้ ประชาชนชาวไทยต่างเทิดทูนในพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโลกก็ได้รับรู้ในพระบารมีของพระองค์

ทรงยับยั้งการบุกสถานทูตเขมร
ในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๖ มีเหตุการณ์จลาจลที่ชาวเขมรกลุ่มหนึ่งถูกปั่นหัวให้บุกเข้าเผาสถานทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ จนเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่สถานทูตต้องหนีตายไปได้อย่างฉิวเฉียด จากนั้นแก๊งมอเตอร์ไซด์ก็ตระเวนเผาโรงแรมและบริษัทธุรกิจของคนไทยวายวอดไปทั่วกรุงพนมเปญ
กลางดึกของคืนวันนั้น ทันทีที่ทีวีแพร่ภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์ มีผู้หญิงกัมพูชาคนหนึ่งเหยียบย่ำพระบรมฉายาลักษณ์ คนไทยเลือดร้อนต่างก็มุ่งไปที่สถานทูตกัมพูชาที่ถนนราชดำริ และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆโดยไม่มีการนัดหมาย ยิ่งเมื่อภาพหมิ่นที่เคารพสักการะของคนไทยนี้ถูกแพร่ทางอินเตอร์เนต ชาวเว็บหลายคนก็ถึงกับหลั่งน้ำตา และมุ่งไปที่สถานทูตกัมพูชาด้วยความเคียดแค้น แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกันไว้ไม่ให้เข้าใกล้รั้วสถานทูต

๑๓.๒๐ น.ของวันที่ ๓๐ มกราคม กลุ่มผู้ชุมนุมหน้าสถานทูตกัมพูชาได้เรี่ยไรกันซื้อโลงศพและธงชาติกัมพูชา เขียนข้างโลงว่า “แด่ฮุนเซน” เผาไปพร้อมกับธงชาติเขมร ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้อง พร้อมกับร้องเพลงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี

ขณะที่ผู้ชุมนุมเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอารมณ์ร้อนแรง มีการนำรูปผู้หญิงกัมพูชาที่กระทำไม่บังควรพิมพ์ออกมาจากอินเตอร์เนต แจกจ่ายแก่ผู้ชุมนุมและคนที่ขับรถผ่านไปมา ทำให้ความเคียดแค้นร้อนแรงยิ่งขึ้น ผู้ชุมนุมพยายามจะฝ่าแนวป้องกันของตำรวจเข้าไปทำลายสถานทูตกัมพูชาให้ได้

จนกระทั่งในเวลา ๑๗.๐๐ น. พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร.ได้เดินทางมาถึง และกล่าวกับผู้ชุมนุมทางเครื่องขยายเสียงว่า นายอาสา สารสิน เลขาธิการสำนักพระราชวังได้แจ้งมาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ทรงเป็นห่วงประชาชน เป็นห่วงบ้านเมือง เราเป็นพระเอกแล้วในสายตาชาวโลก เราเป็นฝ่ายถูก อย่าทำตัวให้กลายเป็นผู้ร้ายไปเลย ให้ประชาชนอยู่ในความสงบ อย่าทำอะไรรุนแรง ขอขอบใจในความจงรักภักดี

อารมณ์ของคนที่กำลังคลั่งแค้น และเหตุการณ์ที่กำลังจะลุกลามใหญ่โต ก็สงบลงทันที ผู้ชุมนุมต่างสลายตัวกลับ แต่ก็ยังมีผู้ไม่ทราบเรื่องทยอยมาชุมนุมอีก ๔๐๐-๕๐๐ คน จนกระทั่งสลายไปทั้งหมดหลังจากร่วมกันร้องเพลงชาติในเวลา ๐๘.๐๐ น.ของวันที่ ๓๑ มกราคม

การสลายตัวของผู้ชุมนุมหน้าสถานทูตกัมพูชาครั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศประโคมไปทั่วโลกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ช่วยยุติวิกฤติการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในครั้งนี้ ทรงขอร้องให้ผู้ชุมนุมหน้าสถานทูตกัมพูชาในกรุงเทพฯ สลายตัว เอเอฟพี.รายงานด้วยว่า พระเจ้าอยู่หัวของไทยเคยทรงเข้าช่วยคลี่คลายวิกฤติเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ซึ่งทหารยิงประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเสียชีวิตอย่างน้อย ๕๒ ศพในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕

คนไทยที่ไปชุมนุมอยู่หน้าสถานทูตกัมพูชาในครั้งนั้น ได้แสดงให้โลกประจักษ์ถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง ทรงสยบผู้ชุมนุมที่กำลังคลั่งแค้นให้เย็นลงได้เพียงพระราชดำรัสเพียงไม่กี่ประโยค เหมือนที่ทรงระงับสงครามกลางเมืองเมื่อครั้งเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”

ในวันนี้ หวังว่าคนไทยเราคงจะรำลึกถึงพระราชดำรัสในวันนั้นกันอีกครั้ง

“เราเป็นพระเอกแล้วในสายตาชาวโลก เราเป็นฝ่ายถูก อย่าทำตัวให้กลายเป็นผู้ร้ายไปเลย”

 

ที่มา : เรื่องโดย http://manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9590000104641

6 สิ่งของส่วนพระองค์ของในหลวง แบบอย่างความประหยัด

ประหยัด

ในหลวงแสดงให้เห็นถึงความประหยัด วอย่างที่ดีที่สุดและสูงค่าที่สุด ที่เราควรจะเอาเป็นแบบอย่างก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ท่านทรงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ในการแสดงให้เห็นถึงความประหยัดและใช้ประโยชน์ของสิ่งของได้
อย่างสูงสุด และมีประสิทธิภาพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงงานของพระองค์ในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน โดยห้องทรงงานนั้นจะอยู่ใกล้ห้องบรรทม เป็นห้องเล็กๆขนาด 3 * 4 เมตรเท่านั้นเอง ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์
โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ สำหรับการทรงงานเพื่อประชาชนของพระองค์ตลอดเวลา อย่างเมื่อทรงออกตรวจงานภายนอก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่ง กับข้าราชบริพารเสมอๆ ว่า การนั่งรถคนละคันนั้นเป็นการสิ้นเปลือง จึงทรงให้นั่งรถร่วมกันแล้วเรียกว่า “นั่งรถหารสอง” และไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียดด้วย

นอกจากนั้นคนไทยเกือบทุกคนจะทราบเรื่องเกี่ยวกับสีพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ถูกนำมาตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์ โดยคณะทันตแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมาก็ถูกเผยแพร่เป็น
จำนวนมาก ภาพหลอดยาสีพระทนต์พระราชทานนี้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ท่านทรงใช้จนรบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอดที่มีรอยบุ๋มลึกลงไปถึงเกลียวคอหลอด เพราะทรงใช้ด้ามแปรงสี ฟันรีดและกดเพื่อให้ได้ยาสีฟันจนเกลี้ยงหลอดนั่นเอง

ท่านผู้หญิงเพชรา เตชะกำพุด ทันตแพทย์ส่วนพระองค์ ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2542 เกี่ยวกับเรื่องความประหยัดดังนี้ “ครั้งหนึ่งเคยกราบทูลท่านว่า ลูกศิษย์ที่
มหาวิทยาลัยฟุ่มเฟือยมากกระเป๋าถือต้องใช้ของนอกมีแบรนด์เนม บางคนไม่มีเงินซื้อก็ไปเช่าเอาที่สยามสแควร์เดือนละ 1,000 2,000 ไม่เหมือนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามมกุฎราชกุมารี พระองค์ท่าน สะพายอะไรก็ได้

วันก่อนเข้าไปในห้องสรงสมเด็จพระเทพฯ เห็นหลอดยาสีพระทนต์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามมกุฎราชกุมารี ทรงรีดใช้จนเกลี้ยงหลอด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “ของเราก็มี วันก่อนนี้ยังใช้
ไม่หมด มหาดเล็กมาทำความสะอาดห้องสรงคิดว่าหมดแล้วเอาไปทิ้ง แล้วเปลี่ยนหลอดใหม่มาให้ เราก็บอกให้มหาดเล็กนั้นไปเอากลับมา เรายังสามารถใช้ต่อได้อีก 5 วัน” นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ ไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับใดๆ เลย เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้นแต่นาฬิกาข้อมือ เท่านั้น

โดยมีบันทึกว่าในปีหนึ่งๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเบิกดินสอใช้เพียง 12 แท่ง โดยทรงใช้ดินสอเดือนละ 1 แท่งเท่านั้น และทรงใช้จนกระทั่งดินสอนั้นกุดจนใช้เขียนไม่ได้แล้วเสมอ เห็นตัวอย่างใน
พระจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แล้ว ก็น่าแปลกที่เด็กๆหลายคนนั้นมีค่านิยมเกินตัว นิยมใช้เงินและสิ่งของฟุ่มเฟือย บางรายไม่มีก็พยายามจะขวนขวายมาให้ได้ แม้จะไปเช่ามาใช้แบบชั่วครั้งชั่ว คราวก็ยอม

พระมหากษัตริย์ของเราพระองค์ท่านยังทรงประหยัด เราก็สมควรน้อมนำแบบอย่างของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ และหากพ่อแม่สามารถสอนลูกให้ประหยัดตามแนวทางของพระองค์ท่านได้ ก็เท่ากับหยิบยื่น
อนาคตของความเป็นเศรษฐีให้กับลูกแล้วนั่นเอง

เรื่องราวความประทับใจที่มีต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องนี้เป็นข้อเขียนของคุณจิก ประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๓ คอลัมน์
“คุยกับประภาส” ได้บอกเล่าถึง “ยาสีพระทนต์ของในหลวง” คุณจิกเล่าว่า

มีภาพๆ หนึ่งเอามาให้ดูกัน เป็นภาพหลอดยาสีฟันที่ถูกใช้แล้ว เห็นทีแรกไกลๆ ก็ไม่รู้สึกอะไรมากหรอก เป็นภาพที่ติดอยู่บนบอร์ดที่โรงเรียนของลูก ระหว่างที่ยืนรอลูกๆ ลงมาจากห้องเรียน จึงได้อ่านข้อ
ความ ที่ประกอบภาพนี้ อย่างละเอียด
ภาพ หลอดยาสีพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภาพหลอดยาสีฟันที่เห็นนี้ ต้องเรียกว่าเป็นหลอดยาสีพระทนต์ประวัติศาสตร์ เพราะนี่คือ หลอดยาสีพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเห็นแล้วรู้สึกเหมือนผมไหม ครับ ความฉ่ำเย็นจากที่ไหนก็ไม่รู้อาบลงมากลางกระหม่อมเลย
ภาพนี้ถูกตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์โดยคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ฯ ครูที่โรงเรียนของลูกผม ไปพบเข้าเลยนำมาถ่ายสำเนาติดบอร์ดให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจคำว่า “ประหยัด” ศาสตราจารย์พิเศษ
ทันตแพทย์หญิงท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์ประจำพระองค์ อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนเล่าให้ฟังว่า “ครั้งหนึ่งทันตแพทย์ประจำพระองค์ กราบถวายบังคม ทูลเรื่องศิษย์ทันตแพทย์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยบางคนมีค่านิยมในการใช้ของต่างประเทศ และมีราคาแพง รายที่ไม่มีทรัพย์พอซื้อหาก็ยังขวนขวาย เช่ามาใช้เป็นการชั่วครั้งชั่วคราว

%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%81
ซึ่งเท่าที่ทราบมา มีความแตกต่างจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงนิยมใช้กระเป๋า ที่ผลิตภายในประเทศเช่นสามัญชนทั่วไปทรงใช้ดินสอสั้นจนต้องต่อด้าม แม้ยาสีพระทนต์ของพระองค์ท่าน ก็ทรงใช้
ด้ามแปรงพระทนต์รีดหลอดยาจนแบนจนแน่ใจว่าไม่มียาสีพระทนต์หลงเหลือ อยู่ในหลอดจริงๆ

เมื่อกราบบังคมทูลเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า ของพระองค์ท่านก็เหมือนกัน และยังทรงรับสั่งต่อไปด้วยอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้เองมหาดเล็กห้องสรง เห็นว่ายาสีพระทนต์ของพระองค์คงใช้
หมดแล้วจึงได้นำหลอดใหม่มาเปลี่ยนให้แทน เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบ ก็ได้ขอให้เขานำยาสีพระทนต์หลอดเก่า มาคืนและพระองค์ท่านยังทรงสามารถใช้ต่อไปได้อีกถึง 5 วัน จะเห็นได้ว่าในส่วนของพระองค์ ท่านเองนั้น ทรงประหยัดอย่างยิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับ พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงพระราชทานเพื่อราษฎรผู้ยากไร้อยู่เป็นนิจ พระจริยาวัตรของพระองค์ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึงพระวิริยะ อุตสาหะ ตลอดจนความประหยัดในการใช้ของอย่างคุ้มค่า

หลังจากนั้นทันตแพทย์ประจำพระองค์ได้กราบพระบาททูลขอพระราชทานหลอดยาสีพระ ทนต์หลอดนั้น เพื่อนำไปให้ศิษย์ได้เห็นและรับใส่เกล้าเป็นตัวอย่างเพื่อประพฤติปฏิบัติใน โอกาสต่อๆ ไป

1 ยาสีพระทนต์

ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานส่งหลอดยาสีพระทนต์เปล่าหลอดนั้น มาให้ถึงบ้านทันตแพทย์ประจำพระองค์รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้ายิ่ง เมื่อได้พิจารณาถึงลักษณะของหลอดยาสีพระทนต์เปล่าหลอดนั้นแล้วทำให้เกิดความ สงสัยว่า เหตุใดหลอดยาสีพระทนต์หลอดนี้จึงแบนราบเรียบโดยตลอด คล้ายแผ่นกระดาษโดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปเกือบถึงเกลียว คอหลอด เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอีกครั้งในเวลาต่อมา จึงได้รับคำอธิบายจากพระองค์ว่า

“หลอดยาสีพระทนต์ที่เห็น แบนเรียบนั้นเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ ช่วยรีดและกดจนเป็นรอยบุ๋มที่เห็นนั่นเอง และเพื่อที่จะขอนำไปแสดงให้ศิษย์ทันตแพทย์ ได้เห็นเป็นอุทาหรณ์ จึงได้ขอพระ
ราชานุญาตซึ่งพระองค์ท่านก็ได้ทรงพระเมตตาด้วยความเต็มพระทัย”

ผมมีโอกาสได้ยืนมองดูรูปหลอดยาสีพระทนต์หลอดนี้อยู่เนืองๆ เวลาไปรอรับลูกที่โรงเรียน และเมื่อยิ่งดูก็ยิ่งได้รับรู้ถึง ปรัชญาที่พระองค์พระราชทานผ่านมาทางหลอดยาฯ นี้แล้วผมก็พบว่าแก่นแท้ของการ
ประหยัดมันอยู่ตรงนี้นี่เอง ไม่ใช่ไม่ยอมใช้เลยแต่ต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ไม่ใช้แบบเหลือทิ้งเหลือขว้าง และทำให้ผมคิดไปถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกใบนี้ หลอด ยาสีพระทนต์ของในหลวง หลอดนี้สอนผมให้เข้าใจว่า ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เรายังคงต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติต่อ ไม่ใช่ไม่ใช้เลย แต่จะใช้อย่างไรมากกว่า

ตัวอย่างง่ายๆ เรื่องการใช้น้ำเราไม่ควรประหยัดน้ำจนต้นไม้ที่ปลูกอยู่ตายเพราะขาดน้ำ แต่เราควรระวังการเปิดน้ำทิ้งไว้ เราควรระวังท่อน้ำรั่ว หยด ซึม เราควรระวังเรื่องสิ้นเปลืองเหล่านี้ต่างหาก แล้วผมก็คิด
เลยไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องเขื่อนว่าทำไมบางครั้งโลกเราถึงต้องยอมเสีย พื้นที่ป่าบางพื้นที่เพื่อสร้างเขื่อนบ้าง

ประหยัด

 

2 กระป๋องคนจน

ทรงได้รับการอบรมให้รู้จักการให้ โดยสมเด็จย่า จะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า “กระป๋องคนจน” หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูกเก็บภาษี โดยหยอดใส่กระปุกเอาไว้ 10 เปอร์เซนต์ ทุก
สิ้นเดือน สมเด็จย่าจะทรงถามว่า จะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนคนตาบอดมอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

“… บันทึกประทับใจ เรื่อง “กระป๋องคนจน” แนวทางคำสอนสำหรับเดือน กุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก ในรูปแบบของการให้ โดยการแบ่งปันสิ่งที่เรามีเหลือ เผื่อแผ่ไปยังคนอื่นในสังคม…”

 

กระป๋องคนจน

 

3 กล้องหนึ่งในดวงใจ

กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวงคือ Coronet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ขณะมีพระชนมายุเพียง 8 พรรษา และทรงเคยเป็นช่างภาพของหนังสือพิมพ์ สแตนดาร์ด เพื่อเงินเดือนเพียง 100
บาท นับเป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่เราพสกนิกรชาวไทยทุกคนควรยึดถือเป็นแนวทางสร้างความมุ่งมั่นและกำลังใจในการทำงานใดๆให้สำเร็จด้วยความพากเพียร

%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87

“…บันทึกประทับใจ เรื่อง “กล้องหนึ่งในดวงใจ” แนวทางคำสอนสำหรับ เดือนมิถุนายน ทรงสอนให้เราตั้งใจทำงานและมีความอดทนมากขึ้น ได้คิดว่าอย่าหมิ่นเงินน้อยและไม่ว่าจะเป็นงานอะไรขอเพียงเป็นงานสุจริต ถือว่าเป็นงานที่ดี…”

%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%872

 

4 จักรยานส่วนพระองค์

สมัยทรงพระเยาว์ ในหลวงทรงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้จักรยาน สมเด็จย่าทรงตอบว่า ให้เก็บเงินค่าขนมเพื่อซื้อจักรยานด้วยพระองค์เอง เมื่อพระองค์ท่านทรงเก็บเงินพอที่จะนำไปซื้อจักรยานได้แล้ว
สมเด็จย่าจึงทรงช่วยออกเงินให้ครึ่งหนึ่ง ขณะช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในหลวงยังได้ทรงปั่นจักรยานแทนการประทับรถยนต์พระที่นั่ง เพื่อเสด็จฯไปโรงเรียน อันเป็นหนึ่งในต้นแบบแนวทางการประหยัด พลังงานในเวลาวิกฤต

“… บันทึกประทับใจ เรื่อง “จักรยานส่วนพระองค์” แนวทางคำสอนสำหรับเดือน มกราคม เดือนแรกของปี ที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ด้วยแนวทางที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างไว้ คือ การอดออม เพื่ออนาคต…”

%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99

 

5 ดินสอที่มียางลบ

พระองค์โปรดการใช้ดินสอแทนการใช้ปากกา เพราะเมื่อเขียนผิด สามารถ ลบออกได้ง่ายโดยใช้ยางลบที่ปลายแท่ง ทรงใช้ดินสอจนสั้นกุด และใช้เพียง 12 แท่งต่อปีเท่านั้น จากดินสอแท่งสั้น ทำได้ได้แง่
คิดในการดำเนินชีวิตที่เราควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ

“…บันทึกประทับใจ เรื่อง “ดินสอที่มียางลบ” แนวทางคำสอนสำหรับเดือน เมษายน สอนให้เราใส่ใจรายละเอียดในชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะการประหยัดที่สามารถเริ่มได้จากสิ่งเล็กๆรอบตัว …”

%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad

 

6 ฉลองพระบาทคู่โปรด

ฉลองพระบาทคู่โปรดของในหลวง เป็นเพียง รองเท้าหนังสีดำธรรมดา มีสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานมาหลายสิบปี ภายในรองเท้าผุกร่อนหลุดล่อนหลายแห่ง ถ้าเป็นคนทั่วไปก็อาจจะทิ้งไปแล้ว แต่
พระองค์กลับมีพระราชกระแสรับสั่งให้เจ้าหน้าที่นำไปซ่อมแซมเพื่อใช้งานต่อ เราทุกคนก็ควรเรียนรู้และน้อมนำแนวมางปฏิบัติของพระองค์ มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

“…บันทึกประทับใจ เรื่อง “ฉลองพระบาทคู่โปรด” แนวทางคำสอนสำหรับ เดือน พฤษภาคม คือ การ มุมานะ อุสาหะ และการใช้ของทุกชิ้นอย่างคุ้มค่าที่สุด ดั่งเช่นในหลวงที่ทรงงานหนักมาก บุกป่าฝ่าดงไปทุกที่ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยให้ได้ทั่วถึง เห็นได้จากรองเท้าของพระองค์ท่าน ที่พื้นสึกและเก่ามาก แต่ท่านก็ยังนำมาซ่อม ไม่ใช้คู่ใหม่…”

%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2

 

ที่มา : http://brainbank.sl.ac.th

เหลือเชื่อ แผนที่ประเทศไทย ปรากฎจากริบบิ้นถวายอาลัยในหลวง

Google เปิดให้ประชาชนทั่วโลกร่วมลงชื่อถวายความอาลัยแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว The King Rama IX of Thailand โดยหลังจากเปิดให้ทุกคนลงชื่อผ่านเว็บไซต์  https://sites.google.com/site/mapofmemory/map  เผยปรากฎแผนที่ประเทศไทย บนแผนที่โลก

โดยเมื่อเราลงชื่อผ่านเว็บไซต์แล้ว สามารถคลิกดูชื่อของตัวเองบนริบบิ้นแต่ละอันได้  ตาม Location ที่เรา log in ไว้

 

ใครที่อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดบนโลก ก็สามารถร่วมลงชื่อได้ค่ะ

รัชกาลที่ ๘ รัชกาลที่ ๙ เข้าเฝ้า รัชกาลที่ ๗ ขณะทรงครองราชย์และแต่งตั้งเชื้อพระวงศ์

คลิปหาชมยาก ในหลวงรัชกาลที่ 8 และ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อทรงพระเยาว์ เข้าเฝ้า รัชกาลที่ 7 คาดว่าเป็นเหตุการณ์ขณะที่รัชกาลที่ ๗ ทรงพระบรมราชาพิเษกขึ้นครองราชย์และพระราชทานพระยศให้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์

ขอบคุณเจ้าของคลิปที่นำมาเผยแพร่ค่ะ

ภาพประทับใจ สมเด็จพระเทพฯ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ในหลวง

วันที่ 15 กรกฎาคม 2520 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงรับพระราชทานปริญญาบัตร และนำบัณฑิตปฏิญาณตนต่อพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ในวันนั้นท่านยังทรงถามสมเด็จพระเทพฯ ว่า “พ่อแม่เขาต้องถ่ายรูปวันที่สำเร็จการศึกษาใช่ไหม เค้าไปถ่ายที่ไหน พาเราไปสิ”

ทรงฉายพระรูปร่วมกันหน้าอาคารเทวาลัย หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนี่คือภาพประวัติศาสตร์ความทรงจำที่ดีของชาวจุฬา และความระลึกถึงพระองค์

king-5

king-2

king-1

king-4

ที่มาจาก manager.co.th