“พิเรน” “พิเรนทร์” สะกดยังไงกันแน่? ถึงจะถูก.. (มีที่มาจากไสยศาสตร์)

ที่มาของชื่อวัดพระพิเรนทร์

เชื่อว่าวันเสาร์ – อาทิตย์ ของช่วงเดือนปีนี้  ทุกคนคงกำลังดู ออเจ้า แม่การะเกด และกำลังขบเขี้ยวด่า คอนสเตนติน ฟอลคอน อยู่เป็นแน่ บางคนไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส – ไทย อย่างละเอียด  ก็ไปโทษด่าทอเขา ว่าเป็นกบฏแผ่นดินไทย  ปัจจุบันก็เดินกันเต็มถนนข้าวสาร

ซึ่งเหตุการณ์ที่เราทะเลาะกับฝรั่งเศส ไม่ได้มีแค่ครั้งเดียว  เกิดขึ้นยุคพระนารายณ์ – พระเพทราชา (ประมาณ พ.ศ. 2321)  และ ร.ศ. 112 ราว พ.ศ. 2429 ซึ่งตอนนั้นฝรั่งเรียกเหตุการณ์ทะเลาะกันระหว่าง ไทย กับ ฝรั่งเศส ว่า สงคราม Franco – Siamese War 

ห่างกัน 100 กว่าปี คิดเป็น 2 – 3 ชั่วอายุคนเท่านั้น   สยาม อยุธยา ยังคงติดต่อกับประเทศฝรั่งเศสกันอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะไม่เข้มข้นเท่ากับตอนสมัยยุคสมเด็จพระนารายณ์  ความนิยมที่ไทยมีกับฝรั่ง (ที่ไม่ใช่ฝรั่งเศสชาติเดียว) ก็ยังมีอยู่ อย่างบริษัท คิมเบอร์รี่ คาร์ก ผู้นำเข้า ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่าง ก็ยังก่อตั้งบริษัทในยุครัชกาลที่ 4 ยาวมาถึงปัจจุบันนี้ (อ่านต่อเรื่องวัดไตรมิตร)

กลับมาย้อนยุค ร.ศ. 112 นั้น  ก็ดันมีปัญหากับฝรั่งเศสอีกครั้ง ตอนนั้นเป็นเรื่องทะเลาะกัน จนฝรั่งเศสมีคนตาย  นักการทูตของเขาจึงมาต่อรองกับรัฐบาลไทย ว่าจะขอสิทธิ์การดูแลบางพื้นที่ ตอนนั้นไทยยังไม่ยอมอ่อนข้อว่าจะให้พื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง

ถึงกระนั้น  ฝรั่งเศสกลับบ้านไปเอาเรือรบมา (จริง ๆ อาจจะมีขนมาอยู่แถวอินโดจีน- ประเทศเพื่อนบ้าน เราอยู่แล้ว ก็ไปขับมา)  ตอนนั้น พม่า ถูกประเทศอังกฤษ ขยายอำนาจเข้าไปจะยึด โดยนำพาราชวงศ์ไปอยู่อินเดีย  ทหารอังกฤษมีไม่มาก  ได้พม่าทั้งเมืองก็ Happy แล้ว ส่วนฝรั่งเศสตอนนั้นได้ เขมรไปแล้ว แต่อยากได้สยามด้วย  แต่พระมหากษัตริย์ไทยไม่ยอม  คนไทยก็ไม่ยอม  คนไทยโชคดีกว่าประเทศข้าง ๆ เพราะพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 4 – 5 ) ทรงเรียนภาษาฝรั่งมาจากมิชชั่นนารี ทรงฟังคำพูด และ แกะ ความคิดของต่างชาติออก  พูดสั้น ๆ ก็คือ ทันเกม

 

ภาพจาก silpa-mag com

ในครั้งนั้น มีนายตำรวจ ยศ ศักดินา 2,000 ซึ่งตำแหน่งนี้มีมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา แต่ก็ผลัดเปลี่ยน คนในตำแหน่งนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ช่วงเหตุการณ์ ใกล้ ๆ ร.ศ. 112 นี้  ตำรวจตำแหน่งพระพิเรนทร์นี้ นึกว่าตัวเองมีวิชาคุณไสย  จะดำน้ำหายตัวไปเจาะเรือรบฝรั่งเศส  ซึ่งสุดท้ายก็พากันไปตาย  เนื่องจากคนไทยคุ้นเคยกับเรือที่ต่อด้วยไม้  ไม่ได้ทันว่า เรือฝรั่งตีมาเป็นเหล็กผสมมาบ้าง แข็งแรงเพียงใด

หลังจากนั้นคนก็ลือกันไปทั้งพระนครแล้วว่า  พระพิเรนทร์ท่านสิ้น  ต่อจากนั้นใครที่ทำอะไรดูเกินตัว  ชาวเมืองก็จะเรียกว่า “เล่นพิเรนทร์” ดังนั้นจึงเป็นการสะกดที่มี ท.ทหาร และ ร.เรือ การันต์

 

ภาพกรุงเทพฯ ช่วงรัตนโกสินทร์

เส่น่ห์ของบ้านเมืองสยามเรานั้น สวยงามนัก เป็นที่จับตาต้องใจของฝรั่ง  โชคดีที่มีฝรั่งเอากล้องถ่ายรูปเข้ามาแล้วตั้งแต่สมัยช่วงรัชกาลที่ 4 จึงมีโอกาสได้เห็นบ้านเมืองสยามในสมัยก่อน  ซึ่งเราเพิ่งมาเปลี่ยนชื่อเป็น ไทยแลนด์ แดนศิวิไลซ์ กันสมัยรัชกาลที่ 6 นี้เอง

ก็อย่างว่าแล  พอมีละคร ก็สนุกสนานกันไปตามเอ่ยกัน อ่านเพื่อสนุกสนาน กันถมไป .. ดีจริง จะได้มีคนพูดภาษาเดียวกับเราอย่างน้อยสักช่วง  และเรื่องราวประวัติศาสตร์จะได้ไม่สูญหายไป

เรื่องโดย
แอดมินต้นหอม

ประวัติศาสตร์ “สถานีวัดมังกร” แผ่นดินที่คิงสยาม ยกให้เจ็ก

สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีวัดมังกร ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หัวลำโพง  –  หลักสองบางแค

อีกไม่นาน  ถ้านับแบบเป๊ะ ๆ  จะเหลือเวลา 18 เดือน  เพราะมีข่าวรั่วมาว่า ส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ต่อจากสถานีหัวลำโพง จะทะยานต่อไปได้ถึงเขตหลักสอง ของบางแค  และพร้อมเปิดใช้บริการในช่วงเดือน กันยายน 2562  คาดว่าเป็นการจบสัญญาในเฟสการก่อสร้าง ระหว่างดีลเลอร์ ที่ได้เซ็นไว้กับ สถานีรถไฟฟ้า  และมีภาพให้ชมกันอย่างต่อเนื่อง จาก เพจ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ที่เห็นแล้วทำใจสั่น  โดยเฉพาะ ชาวไทยเชื้อสายจีน   โดยเฉพาะ “สถานีวัดมังกร”

 

สงครามเก้าทัพ สมัย รัชกาลที่ 1 ปราบก๊กต่าง ๆ ให้รวมเป็นหนึ่งเดียว
พื้นที่ เกาะรัคนโกสินทร์สมัยก่อน
พื้นที่พระนคร

ก่อนจะไปถึงสถานีวัดมังกร  ต้องย้อนเล่าก่อนว่า  แผ่นดินตรงนี้ ไม่ใช่พื้นที่ที่คนจีนมาอยู่ตั้งแต่ต้น  ก็อย่างที่ทราบว่า ไทยเราค้าขายกับประเทศจีนผ่านเรือสำเภา  ก่อนหน้านี้ลงท่าที่อยุธยากันมากกว่า  หลังจากย้ายกรุงมาที่เกาะรัตนโกสินทร์  คนจีนที่ยังเหลืออยู่  ก็ Move ตัวเองมาตั้งถิ่นฐานอยู่ย่าน ธนบุรี  และได้รับมอบหมาย จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ตั้งแต่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ให้ขุดคลอง รอบกรุง ให้เหมือนกับอยุธยา  ตามแผนการรับมือข้าศึก แบบอยุธยา  เพื่อตั้งป้อม ให้เหมือนกัน  เตรียมติดปืนใหญ่ (ยุคที่ Cannon Lock ยังรุ่งเรือง)  ย้อนไปยุค ร.ศ. 1 ที่คนจีนยังเป็นชนชั้นแรงงาน  มาขุดคลอง ขับรถสามล้อ  สิ่งก่อสร้างที่เกิดพร้อมกัน ยุค ๆ นั้น ได้แก่

  • เสาชิงช้า
  • ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
  • ท่าเรือที่ ตลาดมหาราช
  • ตลาดท่าเตียน
  • ถนนข้าวสาร
  • บ้านพานถม บ้านดินสอ ฯลฯ อีก 8 ชุมชน
  • ล้ง 1919

หลังจากที่ ขุดคลองตั้งป้อมเสร็จแล้ว รัชกาลที่ 4 และ รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริ และ พระราชประสงค์ ที่จะขอเวรคืนพื้นที่รอบ ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  กับริมคลอง แถว ๆ นั้น  โดยทรงมอบพื้นที่ ที่ดิน ย่านเยาวราช ให้ชุมชนชาวจีน อยู่อย่างเป็นทางการ  พวกเราจึงมีที่อยู่ ที่ทำกิน กันตั้งแต่แถวโซนสะพานพุทธ และถนนเจริญกรุง ทั้งเส้น  เพราะหลังจากขุดคลองแล้ว คนจีน ก็สร้างถนนกันต่อ  (ยาวทั้งเส้นถนนตก) และได้รับ Priority เนื่องด้วยธุรกิจของนายเลิศ ซึ่งเคยทำรถรางมาก่อน  ก็มาต่อเป็น รถเมล์สาย 1 วิ่งเส้นทางนี้เป็นที่แรก

 

สมัยนั้นคนจีนนอกจากรับจ้างแล้ว  เมื่อเริ่มมีฐานะ ก็ทำหน้าที่เก็บส่วย ค่าเช่าที่ต่าง ๆ แทนเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วก็นำส่งให้กับรัฐบาล  (ก่อนย่านเยาวราชจะก้าวสู่ยุคมาเฟีย ตี๋ใหญ่ 2499 อันธพาลครองเมือง แบบเก็บค่าคุ้มครอง)  ตอนนั้นมีคนจีนอยู่ย่านเยาวราชกันเยอะ และขยับขยาย มาทางสำเพ็ง สามย่าน และ โซนรอบเจริญกรุง บางรัก สี่พระยา

ยุคนั้น  ประเทศจีน เป็นยุคที่เพิ่งแพ้สงครามฝิ่น  เจ้านายเก่า โดนตัดเส้นเอ็นแขนขา ยึดทรัพย์ส่งเข้าส่วนกลาง  ใครที่ทำตัวร่ำรวยมาก โดยยึดเงินหมด  เหล่ากง เห็นเช่นนั้น ได้ยินว่า เมืองไทยนั้นแสนสบาย เป็น  Blue Ocean ก็เลยฝากอากง ขึ้นเรือมากับเพื่อนของแก  ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ผงชูรส ยี่ห้อดังของไทยในปัจจุบัน  อากงก็เลยถูก Import  เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เสื่อผืน หมอนใบ นอนมาข้างบนเรือ  เหมือนกับในละคร  และมาเจอกับอาม่าที่เกิดบนแผ่นดินไทยอยู่แล้ว ในชุมชนชาวจีนสักที่หนึ่ง (ถ้าเจอโปรไฟล์แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง)  หลังจากทั้งสอง พบรักกันแล้ว ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเครือญาติหลายฝ่าย กว่าจะได้มาอยู่ตรงย่านถนนเสือป่า หลังโรงพยาบาลกลางในปัจจุบันนี้

กั๊กพระยาศรี

ลืมเล่าว่าเมื่อก่อน จะมีชุมชนชาวจีน ที่ตั้งตนเป็นก๊ก ๆ  ที่ต้องเป็นก๊ก ก็เพราะว่าจะได้ดูแล คุมกันง่าย  เพราะต่างเป็นชนชั้นแรงงาน  ถูกคนไทยมองว่าเป็นเหมือนกลุ่มคนงานก่อสร้าง  ไร้ศักดินา  ก็เลยต้องมีหมู่นาย เป็นของตัวเอง  ก๊กใหญ่ ๆ  จะอยู่ตรง ถนนราชดำเนิน กับตรง สะพานพุทธ  ซึ่งหากสังเกต จะพบว่า ถนนตรงสะพานพุทธ แทนที่จะดิ่งเป็นเส้นตรง  แต่กลับต้องมีวกเลี้ยวนิดหน่อย เพราะตอนนั้นมีพระยาคนหนึ่งไม่ยอมขายที่  และ  ก๊กพระยาศรี (ตรงถนนผ่านฟ้) มีอิทธิพลมาก ถึงขั้นว่า ทีมงานพระคลังในสมัยนั้นต้องเจรจาต่อรองอยู่นานมากกว่า จะย้ายออก

ปัจจุบันมีชุมชนลิเกเก่าอยู่ใกล้เคียงกับ ก๊กพระยาศรี ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ น่าจะขึ้นสวรรค์ไปหมดแล้ว เสียดายที่อดรู้เรื่องราวชุมชนสมัยนั้น  แต่หากใครอยากเห็นความเป็นอยู่สมัยก่อนจริง ๆ ให้เดินไปตรง ชุมชนวัดราชนัดดา  ที่อยู่ใกล้เคียง  ยังคงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์  ไม่เหมือนกับฝั่งเทเวศน์ และ สามพระยา ที่กลายเป็นฟิวชั่นไปหมดแล้ว

 

สำเพ็ง – สามแพร่ง – โรงพยาบาลกลาง

เคยได้ยินคำด่าว่า “อีสำเพ็ง” ไหม?  มันเหมือนกับการว่าถึงผู้หญิงขายตัว  แต่จริง ๆ ซ่อง เล้า โสเภณี ที่ย้ายมาจากอยุธยา   เขามาอยู่กันเป็นซ่องจริงจัง อยู่ที่ซ่องยายแฟง ต้อนรับ แขกบ้านแขกเมือง มาหลายปี  จนมีตำนานที่แกทำบุญสร้างวัด  “วัดคณิกาผล”  และเชิญหลวงพ่อโต กับ รัชกาลที่ 4 ขณะที่ยังทรงผนวช  นิมนต์มาสวดให้พร  สวดไปสวดมาเหมือนด่ามากกว่า ว่ายายทำธุรกิจที่ผิดศีล  มาสร้างวัด บุญที่ควรจะได้ 1 บาท ก็อาจจะได้ไม่เต็มสลึง

ภาพซ่อง สมัยก่อน จาก Silpa-Mag

วัดคณิกาผล – วันกันมาตุยาราม

หลังจากนั้น ลูกหลานยายแกได้เข้ารับราชการ มียศ มีศักดิ์ ก็ได้สร้างวัดอีกรอบ เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับแม่ของแก ซึ่งเป็นบุตรสาวของยายแฟง ตั้งชื่อว่า “วัดกันมาตุยาราม”  ซึ่งมีประวัติต่อเนื่องกัน ปัจจุบันยังมีลูกหลานไปกราบไหว้ศาลยายแฟง  ลืมบอกว่าคนไทยก็ติดหวยกันมานมนาน  สมัยนั้น เป็นหวยที่ออกวันละ 2 รอบ (อาจจะมากกว่านั้น) และเว้นไม่เล่นวันพระ  ซึ่งเรียกว่า หวย ก. ข.  จับเป็นตัวหนังสือ ก.ไก่ – ฮ.นกฮูก และลือกันว่า คนที่ใบ้หวยแม่นสุด คือ พระอาจารย์หลวงพ่อโต

บ่อนการพนันสมัยก่อน

โรงพยาบาลกลาง

ซึ่งความดราม่า ก็มาตอนยุคโคมเขียว  จำไม่ได้แล้วว่าทำไมต้องห้อยโคม สีเขียว  (ถ้าจำไม่ผิดแล้วจะเกี่ยวข้องกับการเสียภาษี อย่างถูกต้องตามกฎหมาย)  ซึ่งหลังจากย้ายมาอยู่ในโซนสำเพ็ง นี้ได้ไม่นาน ก็เกิด Bomb ในยุคสงครามโลก  และการมาเที่ยวซ่องโสเภณีของชาวต่างชาติิ ทำให้เกิดโรคบุรุษมากมาย   หรือเกิดโรคห่า  อหิวาห์ ไม่แน่ใจ  มียุคหนึ่ง ที่หญิงโสเภณี เสียชีวิตยกเล้า  เกิดเป็นภาพที่ไม่น่าจดจำ  ศพไร้ญาติ เกลื่อนซ่อง และคนที่อาการสาหัส ต้องไปนอนกองรวมกันในพื้นที่ชั่วคราว เหมือนเต็นท์อะไรสักอย่างง เป็นภาพที่น่าเวทนา   และช่วงนั้นมีหมอมิชชันนารี เอาการรักษาสมัยใหม่มาช่วยรักษา ในที่ Site นั้น จึงถือกำเนิดเป็น “โรงพยาบาลกลาง” ตั้งอยู่ตรงนั้น  โรงพยาบาล จึงเป็นโรงรักษาสมัยใหม่แห่งแรก ๆ ที่เกิดในยุคใกล้เคียงกับ โรงพยาบาลศิริราช และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ภาพจากเว็บไซต์เรือนไทย

แพร่งสรรพ์ศาสตร์

คือ หญิงขายบริการ ไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้  เพราะมีตำนานเคียงคู่มากับทุกชนชาติ    พื้นที่ขายบริการ ย้ายไปอยู่โซน แพร่งสรรพ์ศาสตร์ และใกล้เคียง  (ตึกแถวหน้าถนน ตลาดมืด )  ห้องแถว ห้องเช่าเล็ก ๆ แบบที่เห็นในละคร  (ยุคตี๋ใหญ่)   ก็มีเรื่องเล่าว่า  มีโรงรับชำเราบุรุษ เกิดขึ้นมากมาย  ภายในห้อง เมื่อเปิดใช้บริการ  จะมีผู้หญิงรออยู่ในห้อง  และมีน้ำเปล่าให้ 1 ขวด  (เพื่อเอาไว้ล้าง -*-)  เป็นเรื่องที่เล่ามาแล้วอนาถมาก  สงสารผู้หญิงสมัยก่อน  มีทั้งที่เต็มในจและไม่เต็มใจ  (ปัจจุบันนี้ เรื่องการค้ากาม นี้ย้ายมาแถว รัชดา – พระรามเก้า อย่างเปิดเผยชอบกล)

 

วัดมังกร

เป็นวัดดังที่ถือกำเนิดเรื่องแก้ชง  ที่ดังก็เพราะเป็นวัดจีน หลังใหญ่แห่งแรก  ถือเป็นจุดกำเนิด พุทธศาสนานิกายมหายาน  เป็นศาลเจ้าใหญ่ที่มีพระจีนจำวัดอยู่จริง ๆ  คนไทยเชื้อสายจีนก็มาขอพรทุกช่วงของชีวิต

และต่อไปก็จะกลายเป็นสถานีรถไฟฟ้าหลัก เพื่อลงเดินมาเยาวราช และ สำเพ็ง  (ดีไม่ดี จะเป็นจุดพลุกพล่านกว่าสยามสแควร์เสียอีก)

หลุดภาพของสถานีวัดมังกรจากเพจ MRT PR มาให้ชมกัน

ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ภาพจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

 

สำหรับใครที่บ้านอยู่แถวนี้ก็ทนทรมานไปอีกนิดหน่อย เดี๋ยวก็จะสบายแล้ว  สงสารก็แต่คนลาดพร้าว รังสิต  ที่รถติดระนาว  .. วันนี้ขอจบรีวิวไปก่อนนะคะ  ติดตามกันที่เพจได้เน่อ.. เสิร์ชชื่อ “เรื่องสั้นเรื่องเล่า อ่านแล้วสบายใจ by แอดมินต้นหอม”

 

ขอบคุณภาพจาก mrt pr, ศิลปวัฒนธรรม, เรือนไทย มา ณ ที่นี้ด้วยค่า

ประวัติเจ้าของชื่อถนน “วิภาวดีรังสิต” คนสนิทที่สมเด็จพระราชินีไว้ใจที่สุด

ประวัติชื่อถนน “วิภาวดีรังสิต” เบื้องหลังเหตุการณ์ ฮ. ตก ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

หลายคนสงสัย และไม่อินว่า ทำไมชื่อของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่เคยมีใครรู้จักในประวัติศาสตร์มาก่อนถึีงกลายมาเป็นชื่อถนนสายหลัก ที่คนไทยใช้กันอยู่เป็นประจำ ทั้งรถติด และตัดออกสู่หัวเมืองอย่างปทุมธานีได้ง่าย ๆ และมี โทรลเวย์ขนาดอยู่ข้างบน  และ มีตอม่อ  Hopewell  อุบาทว์ ๆ โผล่แหงนขึ้นมาตรงช่วงหลักสี่กว่า 20 ปี  ซึ่งตอนเริ่มสร้างกะจะยกเอาทางรถไฟขึ้นไว้เหนือถนน เพื่อบรรเทาจราจรที่ติดขัดช่วงถนนหน้าดอนเมือง ให้รถขับง่ายขึ้น  ปรากฎหว่ากลายเป็น Hope well สมชื่อ คือ เมื่อไหร่จะสร้างเสร็จสักที????

ภาพจากเพจ เมืองไทยในอดีต แชร์ว่า ย้อนอดีต “ถนนวิภาวดีรังสิต” เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2514 หรือ 47 ปีก่อน เป็นภาพมุมสูงของ ถนนวิภาวดีรังสิต ตรงโค้งวัดเสมียนนารี ขอนำมาย้อนกลับให้คนรุ่นใหม่ได้รับชม เพื่อเป็นความรู้
++++++
เครดิต :: หนังสือรายงานประจำปี 2514 กรมทางหลวง, ตามลายน้ำ ปรากฏในรูปภาพ

สืบเนื่องจากบทความก่อน ที่เล่าถึงเรื่อง กรณีข้อพิพาทของถนนอินทามระ  มีเพื่อนในเฟซบุ๊ก บอกว่าอยากฟังประวัติของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต หรือ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ซึ่งหลายท่านยังไม่เคยทราบว่า สกุลเดิมของท่าน คือ “รัชนี” ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านงานประพันธ์

ประวัติชื่อถนน “วิภาวดีรังสิต” โรแมนติกปนวิคทอเรีย

พระองค์เจ้าหญิงวิภาวดี เป็นมือขวาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ซึ่งแม้ว่าจะมีคนติดตามสมเด็จพระนางเจ้าฯ หลายท่าน  ซึ่งเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ สรุปความมาจากหนังสือ ของ จินต์ชญา บุตรีของท่านผู้หญิงพึงจิตร ศุภมิตร (ข้าหลวงคนแรกของสมเด็จพระนางเจ้าฯ)

พระองค์เจ้าวิภาวดี มีอายุมากกว่าสมเด็จพระนางเจ้า เป็นทั้งเลขาส่วนพระองค์ และเป็นคนที่ให้คำปรึกษาเรื่องราวต่าง ๆ  เมื่อเสด็จพระราชกรณียกิจ  คำว่า “พระราชกรณียกิจ” ไม่ได้เหมือนที่เราเห็นในทีวีกันทุกวันหลังข่าว  คุณอาจจะยังไม่ทราบว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านเสด็จแปรพระราชฐานอาศัยอยู่ที่ภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของท่าน  ก่อนที่จะมาประทับที่วังไกลกังวลในช่วงปลายพระชนม์ชีพ

ว่ากันว่า เหตุที่ในหลวงต้องไปอยู่ภาคใต้ ก็เพราะมีปัญหาเรื่องการก่อการร้าย  และความ ทุรกันดาร อยู่มาก  และสมัยนั้นยังมีลัทธิคอมมิวนิสต์ และผู้ก่อการร้าย  ซึ่งเป้าหมายของการ Bomb แต่ละครั้ง  ก็เล็งมาที่บุคคลสำคัญ ๆ  ของทางราชการครั้งนั้น  และครั้งที่เป็นคราวเคราะห์ของพระองค์เจ้าวิภาวดี  ท่านเสด็จแทนพระราชินี เพื่อไปรับตำรวจตระเวนชายแดนที่ถูกกับระเบิดได้รับบาดเจ็บ ทางเฮลิคอปเตอร์

และเป็นที่รู้กันดีของข้าราชบริพาร  การเดินทางด้วยเครื่องบินของกองทัพ หรือเฮลิคอปเตอร์ เป็นอะไรที่ดูไม่ปลอดภัยเลย  เพราะเครื่องก็ไม่ได้ใหม่  เราซื้อต่อมาจากประเทศนอกกันอีกที และก็เสี่ยงเมื่อมีการลอบยิง  เทคนิคการบิน – บังคับเครื่องของคนขับเครื่องบิน ก็ไม่ใช่ว่าจะโอเคเหมือนในหนังฝรั่ง  ดังนั้น ก่อนเดินทาง มักต้องเซ็นใบยินยอมว่าหากเสียชีวิตจากเหตุการบิน จะไม่ฟ้องร้องต้นสังกัด

และเวลาจะเดินทาง ไป – กลับ  กรุงเทพฯ ดอนเมือง เครื่องบินกองทัพ ก็โครง น่ากลัว ไม่ได้เดินทางง่ายเหมือนการขึ้น Airbus อย่างที่เราเข้าใจกัน  เพราะในหลวงท่านทรงไม่ได้ฟุ่มเฟือย  (จากหนังสือ เรื่อง “ชาววังช่างเล่าเรื่อง” ของคุณ จินต์ชญา ท่านเบิกค่าใช้จ่ายใช้บริการสายการบินเอกชนสิ้นเปลืองเหมือนนักการเมืองเลย)

ภาพจากเว็บไซต์ Tnew

หลังจากเกิดเหตุการณ์ ฮ. ของที่พระองค์เจ้าหญิงวิภาวดีประทับ ตก และทรงบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิต  สมเด็จพระนางเจ้าเองท่านก็รอฟังเหตุการณ์อยู่  แต่ไม่มีใครกล้ากราบทูลก่อน  เมื่อท่านทราบแล้วถึงขั้นหลั่งน้ำตาและเศร้าไปหลายเดือนมาก ๆ ในปีนั้นสร้างถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ซึ่งเป็นถนนใหม่สายหลักของไทยเสร็จพอดี  ทางหลวงมาขอพระราชทานชื่อจากในหลวงรัชกาลที่ 9  ด้วยความที่ท่านทรงดำริเห็นว่า  ถนนสายนี้ผ่านดอนเมือง  ซึ่งเป็นจุดจอดเครื่องบินทั้งทหาร และพาณิชย์ ท่านจึงตั้งชื่อว่า “ถนนวิภาวดีรังสิต” อย่างที่เราได้ยินกันทุกวันนี้

ประวัติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

เรื่องของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต เป็นที่เล่าขาน กันอยู่ในกลุ่มข้าราชบริพาร และบรรดาคนใกล้ชิดกับชาววัง จนมาถึีงเมื่อตั้งเป็นชื่อถนนทำให้มีคนสนใจประวัติของท่านอยู่มาก  และหลายคนไม่ทราบว่า ท่านคือ ผู้ประพันธ์ นวนิยาย ที่นำมาสร้างเป็นละครชื่อดังถึง 5 ครั้ง สร้างชื่อให้กับ หมิว ลลิตา , ติ๊ก เจษฎาภรณ์ และ เทย่า โรเจอร์ ให้เป็นที่รู้จักของคนไทย

ละคร ปริศนา

นวนิยายเรื่อง “ปริศนา” เป็นชุดต่อกัน กับ “เจ้าสาวของอานนท์” และ “รัตนาวดี” และตัวละครทุกชื่อในนวนิยาย   กลายเป็นชื่อของเด็กไทย Generation ใหม่  ทั่วบ้านทั่วเมืือง ไม่ว่าจะเป็น เด็กหญิงปริศนา เด็กหญิงรัตนาวดี  เด็กชายพจน์  เด็กชายอานนท์ ฯลฯ  และเรื่องนี้มีฉากเต้นรำ แบบคนสมัยก่อน ที่สวยงามเหมือนเจ้าหญิงเบลล์ในเรื่อง Beauty and the Beast ของ วอลท์ ดิสนี่ส์

 

เรื่องย่อของนวนิยายเรื่อง ปริศนา กล่าวถึงเด็กสาว ที่ทางฝ่ายพ่อไม่ค่อยรัก  เธอไปเติบโตที่ต่างประเทศ หลังกลับมาอยู่ที่ไทย ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ปรับตัวกับวัตนธรรมไทยยากสักหน่อย  เธอมีความชื่นชอบในการแต่งตัวเข้ารูป  และนุ่งชุดว่ายน้ำ ออกกำลังกาย  ในขณะที่หญิงไทยหลายคนในสมัยนั้น  ยังอายในการโชว์หุ่นและรูปร่าง   โดยพระองค์เจ้าวิภาวดี ได้เคยบอกว่า  คุณวาสนา กระแสสินธุ์ บุตรีของ ขุนพิพิธวิรัชชการ ซึ่งพระองค์เจ้าวิภาวดีมองว่า เธอมีความเหมือนนางเอกละครชื่อ “ปริศนา” ของเธอมากที่สุด (โดยเฉพาะตรงลักยิ้ม)

 

คุณวาสนา กระแสสินธุ์

 

ถ้าหาก “ปริศนา” ถูกนำมา Remake อีกรอบ .. คุณว่าใครจะเหมาะที่จะมารับบท นางสาว ปริศนา มากที่สุด?  แอดมินมี Candidate มาให้เลือก ตามนี้

คนที่ 1 มีน พีชญา

สาวไทยที่ดูเรียบร้อย มีลุคของคุณหนูไฮโซนิด ๆ  แต่เธอไม่มีลักยิ้มนะ!

 

คนที่ 2  มิว  นิษฐา

สาวหน้าไทยอีกคนที่แอดมินก็ว่าเธอก็เหมาะกับบท “ปริศนา”
แต่ต้องมีความแก่นเซี้ยวและลุคเซ็กซี่กว่านี้อีกนิดหนึ่ง


คนที่ 3 แต้ว ณฐพร

ความจริง ลุคของ “แต้ว” นี่ก็ได้ เหมาะกับ บท “นางสาวปริศนา”  แต่ต้องเพิ่มความ Alert เข้าไปหน่อย
หลังจากได้รับบทสาวเหนือ สาวอีสาน

 

 

คนที่ 4 ปู ไปรยา สวนดอกไม้

ตามนิสัย และ ลุค ของปู ไปรยา เธอคือ นางสาวปริศนา เลยทีเดียว แต่ก็ยังคิดตรงที่ใบหน้าไม่ไทย
ซึ่งนั่นก็ ไม่ใช่ปัญหา  เพราะเทย่า โรเจอร์ ผ่านจุดนั้นมาแล้ว


 

คนที่ 5 แพนเค้ก เขมนิจ

ผู้หญิงหน้าไทย หน้ากลม มีลักยิ้ม  เหมือนกับต้นฉบับไม่มีผิด และเธอก็มีลุค Sexy ด้วย
ซึ่งหากแพนจะมารับบท “ปริศนา” ทางผู้จัดต้องรีบจองตัวแล้ว
จากบทวนิดา ละครพีเรียตที่ตีบทแตกก็ผ่านมาแล้ว

 

คนที่ 6 จุ๋ย วรัทยา

แอดมินว่าจุ๋ยได้.. เธอเคยเล่นละครที่ออกแนว พีเรียต คู่กับ เจนี่ เทียน มาแล้ว

 

คนที่ 7 ใหม่ ดาวิกา

สาวใหม่นี่ทำได้อยู่แล้ว  เธอหน้าตาแบบสาย ฝ. จริง
แต่ความตีบทแตก กับทุกบท (เป็นกระเทยก็เล่นมาแล้ว)
และแอดมินคาดหวังกับ ฉากเต้นรำกับชายพจน์มาก

 

 

คนที่ 8 เบลล่า ราณี

เธอเป็นลูกครึ่งอังกฤษ ที่หน้าไทยมาก ๆ  และหน้ากลมด้วย
ถ้าเสริมความเปรี้ยว และ sexy ไปหน่อย และให้เธอปล่อยนิสัยแก่น ๆ  ออกมา เธอน่าจะเป็น “ปริศนา” ได้

สุดท้ายนี้ แนะนำคนที่ชอบเรื่องราวในวัง ให้ตามอ่านหนังสือของคุณพี่ท่านนี้  ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเขา  แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเชื้อพระวงศ์อย่างใกล้ชิด ในรูปแบบที่คนในวังมาเล่าให้ฟังเอง ยังไงอย่าลืมตามหาอ่านกัน (เล่มหนึ่งหมดแผงแล้ว สต็อกก็ไม่มีต้องตามซื้อมือสอง)

 

 

เรื่อง : เรียบเรียงจาก หนังสือ ชาววังช่างเล่าเรื่อง  Wikipedia, http://www.phenkhao.com/contents/378700 สืบค้น 11 มกราคม 2561
ภาพ : http://seesite.blogspot.com/2012/02/35.html,http://www.phenkhao.com/contents/378700 สืบค้น 11 มกราคม 2561

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร หรือ บ้านเขียว

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร  หรือ บ้านเขียว
เป็นบ้านไม้ทรงปั้นหยาหลังใหญ่มีอายุมากกว่า 100 ปี สถาปัตยกรรมเป็นบ้านไทยที่ได้รับอิทธิพลทางตะวันตกตั้งอยู่ริมแม่นํ้าน้อย พื้นที่หมู่ 2 ต.อมฤต อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าของยกให้กับทางราชการตั้งแต่ปี พ.ศ.2505

ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรม และเป็นทรัพย์สินทางราชการโดยสำนักงานกรมธนารักษ์พื้นที่พระนครศรีอยุธยาเป็นผู้ดูแล ความเป็นมาของบ้านขุนพิทักษ์บริหาร ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 มีขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) และนางกระจ่าง ภรรยา เป็นเจ้าของบ้าน โดยขุนพิทักษ์ฯ รับราชการเป็นนายแขวงเสนาใหญ่ คือ อ.ผักไห่ ในปัจจุบัน เคยเข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ด้วย

และยังเป็นเจ้าของกิจการเรือสองชั้นที่เรียกว่าเรือเขียว ซึ่งเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่มีจำนวน 10 กว่าลำ ที่วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารในแม่นํ้าน้อย ระหว่างผักไห่-ท่าเตียน กรุงเทพฯ และ ผักไห่-ปากนํ้าโพ จ.นครสวรรค์ จึงทำให้การค้าขายบริเวณนี้ เจริญรุ่งเรือง เมื่อมีการทำประตูทดน้ำในแม่น้ำเรือจึงไม่สามารถแล่นได้ ประกอบกับถนนหนทางเจริญขึ้นกิจการเดินเรือจึงเลิกไป

บ้านเขียวปลูกบนเนื้อที่ 1 ไร่ 72 ตารางวา เป็นบ้านทรงปั้นหยาสองชั้นยกพื้นสูง ปลูกสร้างด้วยไม้สัก บางส่วนเป็นตึก ทาสีเขียวทั้งหลัง เนื่องจากขุนพิทักษ์เกิดวันพุธ หลังคามุงกระเบื้องสีนํ้าตาลเข้ม สภาพภายในยังแข็งแรงแต่สภาพภายนอกทรุดโทรม ประตูหน้าต่างมีลวดลายแกะสลักอย่างปราณีตบรรจง พื้นเป็นกระดานไม้สักแผ่นใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามในสมัยนั้น

ชั้นล่างมีห้องโถงใหญ่ 1 ห้อง มีตู้ไม้สัก 3 หลัง ห้องเล็ก 2 ห้อง ในห้องเล็กใกล้ระเบียงหลังบ้าน มีตู้เหล็กนิรภัย สูงถึง 1 เมตร ปิดล็อคไว้ และห้องใต้บันไดอีก 1 ห้อง ส่วนชั้นบนมีห้องโถง 1 ห้อง ห้องเล็ก 3 ห้อง และห้องซอยด้านหลังอีก 1 ห้อง ในห้องเล็กที่ใกล้กับทางลงมีห้องแยกออกไปอีก เป็นห้องที่ใช้ประตูเดียวกับห้องแรก ภายในห้องแยกมีห่วงเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็ก 1 นิ้วตรึงอยู่กับพื้นมุมห้อง ใช้สำหรับล็อกโซ่ล่ามกำปั่นสมบัติ

ภาพ สมาชิกเฟซบุ๊ก ชื่อ แวน สิงห์

หน้าต่างและประตูใช้กลอนไม้แบบโบราณ ด้านหน้ามีสะพานไม้เชื่อมไปที่ศาลาใหญ่ริมแม่น้ำ และเรือนพักคนรับใช้หลังเล็ก (นายฟื้น ผู้ดูแลบ้านคนสุดท้ายมีอาชีพทำขนมจีนขาย ได้เสียชีวิตที่เรือนหลังเล็กนี้ หลังจากนายฟื้นเสียชีวิต นางวาสน์ซึ่งเป็นภรรยานายฟื้นและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ได้ย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา และไม่มีใครพบอีกเลย

ส่วนเรือนหลังใหญ่ไม่ปรากฏว่า เคยมีผู้เสียชีวิตในเรือน แม้แต่ขุนพิทักษ์ฯเมื่อชราภาพใกล้สิ้นอายุขัย ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯระยะหนึ่ง จึงเดินทางกลับบ้านทางเรือ และสิ้นชีวิตในเรือระหว่างเดินทาง

หลังจากขุนพิทักษ์ฯสิ้นชีวิต ลูกหลานได้ย้ายไปอยู่ภูมิลำเนาอื่น ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ แม่จ่างภรรยาท่านขุนจึงได้ยกบ้านให้หลวง เป็นที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ เมื่อ พ.ศ.2505 โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบเข็มชั้นเครื่องหมายทองประดับเพชรให้กับนางจ่างด้วย

ด้านชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่าทุกครั้งที่เข้าไปในบ้านจะมีความรู้สึกว่ามีคนแอบมองและเดินตามวนเวียนไปมาอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะเวลากลางคืนจะมีความรู้สึกลักษณะนี้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีใครโดนหลอกในลักษณะให้หวาดกลัว นอกจากการทำให้รู้ว่าบ้านมีเจ้าของดูแลอยู่เท่านั้น ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยบอกว่าเคยเห็นขุนพิทักษ์บริหารอยู่กับบริวารภายในบ้านทั้งกลางวัน และกลางคืน แต่งกายในชุดคนโบราณ และในบ้านจะมีความคึกคัก เนื่องจากมีคนอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง

แต่ถึงกระนั้น ผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับญาติพี่น้องขุนพิทักษ์ฯไม่เชื่อว่าบ้านหลังนี้จะมีภูติผีปีศาจ เพราะไม่ปรากฏว่าเคยมีผู้เสียชีวิตในเรือนท่านขุน และท่านขุนเป็นคนใจดี ไม่มีศัตรู ทอดกฐินทุกปี ทำประโยชน์เอาไว้มาก

ภาพ สมาชิกเฟซบุ๊ก ชื่อ แวน สิงห์

สมัยรัชกาลที่ ๕ ขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) เป็นนายแขวงเสนาใหญ่ คือ อำเภอผักไห่ในปัจจุบัน (เคยเข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ด้วย) ภรรยา คือ นางจ่าง มิลินทวนิช ขุนพิทักษ์ฯ เป็นเจ้าของกิจการเรือสองชั้นที่เรียกว่าเรือเขียว ซึ่งเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ (มีจำนวน 10 กว่าลำ) รับส่งผู้โดยสารระหว่างผักไห่-ท่าเตียน กรุงเทพฯ และผักไห่-ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ จึงทำให้การค้าขายบริเวณนี้ เจริญรุ่งเรือง (เมื่อมีการทำประตูทดน้ำในแม่น้ำเรือจึงไม่สามารถแล่นได้ ประกอบกับถนนหนทางเจริญขึ้นกิจการเดินเรือจึงเลิกไป)

ตระกูลขุนพิทักษ์ฯ เป็นตระกูลใหญ่ ขุนพิทักษ์ฯมีบุตรทั้งหมด ๖ คน มีหลานอีกหลายคน บุตรคนโต คือ นางทองคำ มิลินทวนิช (นางทองคำมีบุตร ๓ คน) บุตรคนที่ ๒ คือ นางบุญมี บุตรคนที่ ๓ คือ นายโกย คนที่ ๔ คือหลวงมิลินทวนิช คนที่ ๕ นางวงศ์ ซึ่งเป็นภรรยาของหลวงพร้อมธีระพันธ์ ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรีเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และคนที่ ๖ นางยูร

คุณยายสมพร มิลินทวนิช อายุ ๗๘ ปี และคุณยายอุดมวรรณ มิลินทวนิชอายุ ๘๐ ปี สองพี่น้องซึ่งเป็นหลานสาว(หลานตา)ของขุนพิทักษ์ฯ แต่ใช้นามสกุลของตา (เป็นบุตรนายเติมกับนางทองคำโดยนางทองคำเป็นลูกสาวคนโตของขุนพิทักษ์) ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๕๖๓ ซอยลาดพร้าว ๑๓๐ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ เล่าว่าขุนพิทักษ์ฯเกิดที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา ส่วนภรรยา (นางจ่าง)เป็นคนอำเภอผักไห่

สมัยตนเป็นเด็กบ้านของตนเป็นแพอยู่ริมน้ำหน้าบ้านขุนพิทักษ์ฯ ตนผูกพันกับบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เด็ก วิ่งขึ้นลงคลุกคลีกับคนในบ้านมาตลอด หลังจากยกให้หลวงแล้วตนกลับมาดูบ้านหลังนี้ทุกปี เนื่องจากมีที่นาและญาติพี่น้องอยู่ที่อยุธยา แต่หลายปีหลังนี่ไม่ได้มา

บ้านของขุนพิทักษ์บริหารเป็นบ้านโบราณสมัยรัชกาลที่ ๕ อายุเกินกว่า ๑๐๐ ปี สถาปัตยกรรมเป็นบ้านไทยที่ได้รับอิทธิพลทางตะวันตก ซึ่งน่าสนใจมาก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย (ด้านหลังติดกับถนนในหมู่บ้าน ) หมู่ที่ ๒ ตำบลอมฤต อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เดินทางจากตัวอำเภอผักไห่ไปทางทิศเหนือตามถนนลาดยาง เพียง ๓ กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าไปในบริเวณวัดอมฤต แล้วเลี้ยวซ้ายผ่านโรงสีเข้าไป)

บริเวณที่ตั้งมีเนื้อที่ทั้งหมด ๑ ไร่ ๗๒ ตารางวา ด้านหลังบ้านที่ติดกับถนนปักป้ายประกาศว่าเป็นที่ดินราชพัสดุของ กรมธนารักษ์ ลักษณะบ้านเป็นบ้านทรงปั้นหยาสองชั้นยกพื้นสูง ปลูกสร้างด้วยไม้สัก (บางส่วนเป็นตึก) ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “บ้านเขียว” (เพราะเดิมทาสีเขียวเนื่องจากขุนพิทักษ์เกิดวันพุธ)

หลังคามุงกระเบื้องสีน้ำตาลเข้มสภาพภายใน ยังแข็งแรงแต่สภาพภายนอกทรุดโทรม ประตูหน้าต่างมีลวดลายแกะสลักอย่างประณีตบรรจง พื้นเป็นกระดานไม้สักแผ่นใหญ่ ชั้นล่างมีห้องโถงใหญ่ ๑ ห้อง (มีตู้ไม้สัก ๓ หลัง) ห้องเล็ก ๒ ห้อง (ในห้องเล็กใกล้ระเบียงหลังบ้าน มีตู้เหล็กนิรภัย สูงถึง ๑ เมตร ปิดล็อคไว้) และห้องใต้บันไดอีก ๑ ห้อง ส่วนชั้นบนมีห้องโถง ๑ ห้อง ห้องเล็ก ๓ ห้อง และห้องซอยด้านหลังอีก ๑ ห้อง ในห้องเล็กที่ใกล้กับทางลงมีห้องแยกออกไปอีก เป็นห้องที่ใช้ประตูเดียวกับห้องแรก ภายในห้องแยกมีห่วงเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็ก ๑ นิ้วตรึงอยู่กับพื้นมุมห้อง ใช้สำหรับล็อกโซ่ล่ามกำปั่นสมบัติ

หน้าต่างและประตูใช้กลอนไม้แบบโบราณ ด้านหน้ามีสะพานไม้เชื่อมไปที่ศาลาใหญ่ริมแม่น้ำ และเรือนพักคนรับใช้หลังเล็ก (นายฟื้น ผู้ดูแลบ้านคนสุดท้ายมีอาชีพทำขนมจีนขาย ได้เสียชีวิตที่เรือนหลังเล็กนี้ หลังจากนายฟื้นเสียชีวิต นางวาสน์ซึ่งเป็นภรรยานายฟื้นและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ได้ย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา และไม่มีใครพบอีกเลย

ส่วนเรือนหลังใหญ่ไม่ปรากฏว่า เคยมีผู้เสียชีวิตในเรือน แม้แต่ขุนพิทักษ์ฯเมื่อชราภาพใกล้สิ้นอายุขัย ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯระยะหนึ่ง จึงเดินทางกลับบ้านทางเรือ และสิ้นชีวิตในเรือระหว่างเดินทาง) หลังจากขุนพิทักษ์ฯสิ้นชีวิตแล้ว ลูกหลานย้ายไปอยู่ภูมิลำเนาอื่น ส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ แม่จ่างภรรยาท่านขุนจึงได้ยกบ้านให้หลวง เป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ โดยกระทรวงมหาดไทย ได้มอบเข็มชั้นเครื่องหมายทองประดับเพชรให้กับนางจ่างด้วย

ปัจจุบันบ้านเขียวทรุดโทรมไปมากแล้ว

เรื่องโดย สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอผักไห่, jadjaan.com
ภาพ  สมาชิกเฟซบุ๊ก ชื่อ แวน สิงห์

ผู้ใดครอบครอง 5 นางพญาซิ่น ครบ 5 ผืน ถือว่าเป็น “เบญจภาคี นางพญาผ้าซิ่น”

ผ้านุ่ง ผ้าห่ม “ของต้องห้าม” สำหรับสังคมโบราณ

ช่วงนี้แอดมินกำลังอินเรื่อง “ผ้านุ่ง” มาก จึงขอนำเรื่องราวของผ้าซิ่นเมืองเหนือมาฝากกันค่ะ (ข้อมูลจาก Forward Share)

ผ้านุ่ง ผ้าห่ม “ของต้องห้าม” สำหรับสังคมโบราณ ที่สามารถบ่งบอกชาติพันธุ์ บ่งบอกชนชั้น บ่งบอกยศถาบรรดาศักดิ์ ที่เรียกกันว่า POWER DRESSING…

ตั้งแต่สมัยอยุธยา คนไทย เรียกคนล้านนา และคนล้านช้าง โดยรวมว่า “ลาว” คนก็มักกล่าวว่าเรียกแบบเหยียดหยาม ดูหมิ่นดูแคลน คนส่วนน้อยนักถึงจะรู้ว่าที่แบ่งลาว แบ่งไทย ส่วนหนึ่งเขาแบ่งกันที่การนุ่งผ้า…..
ด้วยคน 3 อาณาจักรนี้ รูปร่างหน้าตาแยกกันยากนัก แต่การนุ่งผ้านี่ชัดเจน ด้วยคนไทย…นุ่งจีบ นุ่งโจง ส่วนคนลาว…นุ่งซิ่น ถ้าจะสังเกตว่าลาวที่ไหน ให้ดูที่ลายผ้า
ลาวล้านนา….นุ่งซิ่นลายขวาง ส่วนลาวล้านช้าง….นุ่งซิ่นลายลง

เอาเข้าจริง คนที่นุ่งซิ่น ก็คือคนตระกูลไท นี่เอง ไม่ว่าจะเป็น ไทลื้อ ไทยวน ไทเขิน ฯ ต่างก็มีผ้าซิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตน ซิ่นที่งดงามล้วนแต่วิจิตรตระการตา ด้วยไหมด้วยฝ้าย ด้วยดิ้นคำด้วยดิ้นเงิน ด้วยลูกปัดด้วยพลอยด้วยหิน ซึ่งล้วนแต่เป็นของสูงค่า และเป็นของหายากยิ่ง
ซิ่นสวย ซิ่นงามเหล่านี้ นับเป็นเกียรติยศแห่งราชสำนักต่างๆ ที่บัดนี้…ล้วนแต่ล่มสลายลงหมดแล้ว จึงถือว่าเป็นสิ่งที่หายาก และเป็นที่ต้องการของผู้รักในการสะสมผ้าโบราณ ในหมู่นักสะสม ผู้ใดมีนางพญาผ้าซิ่นครบ 5 ผืนต่อไปนี้ ถือว่าเป็นผู้ที่สุดยอดจริง….

1. ซิ่นไหมคำ-ซิ่นบัวคำ ไทเขิน ราชสำนักเชียงตุง เป็นซิ่นชนิดเดียวที่มิได้ถือกำเนิดในไทย

ซิ่นไหมคำ ไทเขิน ราชสำนักเชียงตุง
ซิ่นไหมคำ ไทเขิน ราชสำนักเชียงตุง

2. ซิ่นตีนจกไหมคำไหมเงิน ไทยวน ราชสำนักเชียงใหม่

ซิ่นตีนจกไหมคำไหมเงิน ไทยวน ราชสำนักเชียงใหม่
ซิ่นตีนจกไหมคำไหมเงิน ไทยวน ราชสำนักเชียงใหม่

3. ซิ่นน้ำถ้วม-ซิ่นน้ำท่วม ไทยวน แถบเมืองฮอด (บริเวณที่สร้างเขื่อนภูมิพล)

ซิ่นน้ำท่วม ไทยวน เมืองฮอด
ซิ่นน้ำท่วม ไทยวน เมืองฮอด

4. ซิ่นวิเศษเมืองน่าน ซิ่นเมืองน่านเป็นการรวมเอกลักษณ์ของซิ่น 3 อาณาจักร คือ ไทยวน-เชียงใหม่ ไทเขิน-เชียงตุง ไทลื้อ-เชียงรุ่ง

ซิ่นวิเศษเมืองน่าน หรือซิ่นหล่ายเมืองน่าน รวมเอกลักษณ์ ไทยวน-ราชสำนักเชียงใหม่ ไทเขิน-ราชสำนักเชียงตุง ไทลื้อ-ราชสำนักเชียงรุ่ง
ซิ่นวิเศษเมืองน่าน หรือซิ่นหล่ายเมืองน่าน รวมเอกลักษณ์ ไทยวน-ราชสำนักเชียงใหม่ ไทเขิน-ราชสำนักเชียงตุง ไทลื้อ-ราชสำนักเชียงรุ่ง

5. ซิ่นน้ำปาด ฟากท่า เมืองอุตรดิตถ์ เป็นซิ่นตีนจกที่มีกลิ่นไอของ ไทยวน-เชียงใหม่ ไทลื้อ-เชียงรุ่ง ลาว-เชียงทอง หลวงพระบาง

ซิ่นน้ำปาด ฟากท่า เมืองอุตรดิตถ์ มีเอกลักษณ์ของ ไทยวน-เชียงใหม่ ไทลื้อ-เชียงรุ่ง ลาว-เชียงทอง หลวงพระบาง
ซิ่นน้ำปาด ฟากท่า เมืองอุตรดิตถ์ มีเอกลักษณ์ของ ไทยวน-เชียงใหม่ ไทลื้อ-เชียงรุ่ง ลาว-เชียงทอง หลวงพระบาง

ผู้ใดครอบครองนางพญาผ้าซิ่น ครบทั้งหมด….หากปรารถนาผ้าซิ่นอื่นใด ก็จะถูกดูดถูกดึงมาหาอย่างง่ายดาย…

เรื่องและภาพโดย : Seki Hearts Sketching

คลิกสั่งซื้อชุดผ้าซิ่นผ้าไหมสวย ๆ ได้ที่นี่

 

ภาพจากละคร “รอยไหม”

[คลิป] ประเทศไทย สมัยที่มีประชากรเพียง 29 ล้านคน

เมืองไทยสมัยก่อน ที่ยังมีผู้คนไม่มาก

แฟนเพจในกลุ่ม “ผู้ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์” ได้เผยแผร่คลิปจาก PATHE ซึ่งน่าจะเป็นทีมงานชาวต่างชาติที่ได้มีโอกาสเข้ามาในไทย ย้อนไปน่าจะไม่เกิน 20 ปี เพราะมีเทคโนโลยีจอสีแล้ว  ซึ่งในคลิปเป็นการล่องเรือเพื่อถ่ายบรรยากาศ วิถีชีวิต ของคนไทย ซึ่งมีคำอธิบายไว้ว่าเป็น  ช่วงสมัยที่คนไทยมีอยู่เพียง 29 ล้าน คน ในประเทศ

สภาพวิธีชีวิตของคนสยาม ที่สร้างบ้านเรือนขึ้นมาจากสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ตั้งแต่ บ้านไม้ และ เรือนไม้ ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้อย่างกระเป๋าสาน  และจะเห็นได้ว่าการคมนาคมหลักนั้นเป็น เรือพาย ซึ่งผู้ที่มีรายได้สูง จะนั่งเรือที่มีหลังคาโค้งปิด

เสน่ห์ของคนยุคก่อน คือ ดุไ่เร่งรีบ และแต่งกายด้วยผ้าฝ้าย และผ้าทอมือ ซึ่งแตกต่างจากยุคปัจจุบันที่ใช้ผ้าทอจากเครื่องจักร และเป็นผ้านำเข้า ซึ่งไม่เข้ากับสภาพอากาศร้อนๆ ของไทยเท่าไหร่นัก และสังเกตได้ว่าคนไทยยุคก่อนนั้น นิยมสวมเสื้อผ้าบางๆ ใส่สบาย นุ่งผ้าถุงกันดูสวยงาม  เสียดายที่หญิงสาวยุคใหม่หันไปนุ่งกระโปรงแบบฝรั่งจนเสน่ห์ของผ้าซิ่นสูญหายไปแล้ว

อีกเครื่องแต่งกายหนึ่งที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือ หมวกสานใบลาน แสดงให้เห็นว่าอากาสเมืองไทยสมัยก่อนนั้นร้อนมาก แม้ว่าจะอยู่ริมร่มเงาต้นไม้ก็ตาม

ยุคสมัยได้แปรเปลี่ยนไปง่ายๆ พูดได้เต็มปากว่า ภาพเหล่านี้หาดูไม่ได้แล้ว  บ้านเรือนกลายเป็นบ้านปูน และเหล่านี้กลายเป็นเพียงความทรงจำ ที่ได้แต่เก็บไว้ให้ลูกหลานได้ดู และฟังเป็นคำบอกเล่าไป

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F100009164693696%2Fvideos%2F1738163776499095%2F&width=500

เรื่องโดย : Febissue
ภาพจาก คุณ : Chuthai Thongyuenyong

เจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ กษัตริย์กัมพูชาผู้ตรอมพระทัยสวรรคตเพราะเสียดินแดนให้ไทย!!!!??

เจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ กษัตริย์กัมพูชาผู้ตรอมพระทัยสวรรคตเพราะเสียดินแดนให้ไทย!!!!??

เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2559
เจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ เป็นกษัตริย์กัมพูชาในสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ครองราชย์ตั้งแต่ 9 สิงหาคม 1927 (พ.ศ. 2470) – 24 เมษายน 1941 (พ.ศ. 2484) พระองค์ทรงนิยมมีนางสนม นางบำเรอแวดล้อม แต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน พระองค์ได้สั่งปลดนางสนมออกจากตำแหน่งถึง 100 คน จากกว่า 200 คน เพื่อลดรายจ่ายของราชสำนัก เมื่อเดือนเมษายน 1938 (พ.ศ. 2481)

16602401_850955398380810_1809517377524896674_o

ในช่วงเดือนธันวาคม 1940 (พ.ศ. 2483) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปได้ราว 1 ปี และฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้ให้กับเยอรมนีไปแล้ว พระองค์ทรงประกาศว่าจะยืนหยัดอยู่ข้างฝรั่งเศสในยามยากลำบาก เพราะฝรั่งเศสคือผู้ที่ช่วยกัมพูชาไว้ได้จากความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อ 70 ปีก่อน (หมายถึงเหตุการณ์จลาจลต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศส)

ขณะเดียวกันนั้นเอง กัมพูชาของพระองค์ก็กำลังถูกคุกคามจากกองทัพไทยที่พยายามอ้างสิทธิยึดดินแดนอาณานิคมที่เสียไปคืนจากฝรั่งเศส จนกระทั่งญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงขอให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงและจัดการเจรจาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในกรุงโตเกียว

แต่ระหว่างที่การเจรจายังไม่เสร็จสิ้น เจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ก็เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 เมษายน 1941 (พ.ศ. 2484) ซึ่งสื่อต่างประเทศรายงานว่าเป็นเพราะปัญหาสุขภาพเรื้อรัง บวกกับภาวะซึมเศร้าที่จะต้องเสียดินแดนด้านตะวันตกให้กับไทย

จาก : silpa-mag.com
ภาพ : พระฉายาลักษณ์ของเจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ เผยแพร่เมื่อ 16 พฤศจิกายน 1937 (พ.ศ. 2480) โดย AFP PHOTO / FRANCE PRESSE VOIR / Bronberger

หายสงสัย!! ป้าย Levi’s แต่ละสี มีความหมายยังไงบ้าง มาดูกันเลย

หายสงสัย!! ป้าย Levi’s แต่ละสี มีความหมายยังไงบ้าง มาดูกันเลย (จากซ้ายไปขวา)

16648993_10208269570441749_4936321060021900697_n

Red Tab (Original): ป้ายแดงต้นฉบับมีจุดเด่นที่ E เป็นตัวใหญ่ เลิกใช้ในปี 1971
Orange Tab: ป้ายสีส้มเป็นสินค้าที่เคยขายสำหรับวัยรุ่นในยุค 60’s – 70’s
White Tab: สินค้าที่ไม่ตามแฟชั่น แนว Californian สบายๆชิลๆ
Blue Tab: สินค้าของ Levi’s Made & Crafted
Red Tab: สินค้าที่ขายทั่วไปของลีวายส์ เป็นจิตวิญญาณของยีนส์
Red Tab (R): เหมือน Red Tab แต่จะมีเพียง 1 อันในยีนส์ทุกๆ 100 ตัวที่ถูกผลิตออกมา ใครมีไว้ในครอบครอง เก็บไว้ให้ดีเพราะเป็นของหายาก

cr. Facebook Levi’s Thailand

[Forward Mail] ณ แพร่…..ไม่มีในแผ่นดินสยาม

อีกหนึ่งเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเกียวกับการใช้นามสกุล ขึ้นต้นด้วยคำว่า ณ …
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกกฎหมายให้ประชาชนได้มีนามสกุลใช้เป็นของเครือญาติตัวเอง เริ่มต้นจึงพระราชทานให้กับลูกหลานเจ้าเมือง หัวเมืองต่างๆ ใช้ชื่อ ณ .. และตามด้วยจังหวัดของต้นได้ เช่น ณ อยุธยา, ณ เชียงใหม่ แต่ทำไมถึงไม่มี ณ แพร่ มาดูกันค่ะ

 

ณ แพร่…..ไม่มีในแผ่นดินสยาม

อย่าเพิ่งตกอกตกใจ เมืองแพร่ยังคงอยู่ในแผนที่ประเทศไทย คนแพร่คือพี่น้องคนไทยในปัจจุบันนี้
ที่ว่า ณ แพร่ ไม่มีในแผ่นดินสยาม หมายความถึง นามสกุล ณ แพร่ เท่านั้น

คงทราบกันดีว่า สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หัวเมืองในแผ่นดินที่เรียกว่า อาณาจักรล้านนาเดิม ได้ปลดแอกจากพม่า มาเป็นประเทศราชของสยาม โดยมีสถานะเป็น “นคร” อิสระต่อกัน ประกอบด้วยนครหลัก 5 นคร คือ นครเชียงใหม่ นครลำพูน นครลำปาง นครน่าน นครแพร่
3 นครแรก คือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ปกครองโดยเจ้าในสายราชวงศ์ เจ้าเจ็ดตน หรือ ราชวงศ์ทิพยจักรา โดยหมุนเวียน เปลี่ยนแปลง อำนาจกันในหมู่พี่น้อง ส่วนนครน่าน และ นครแพร่ ถือเป็นนครอิสระแยกขาดจากกัน….

ล่วงมาในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 หัวเมืองล้านนาถูกลดบทบาทลงอย่างมาก มิมีอิสระในการปกครองตนเองเช่นเดิม มีหลายครั้งหลายหนที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะของการต่อต้านอำนาจจากส่วนกลาง แต่ก็มิอาจทำการได้สำเร็จ
การก่อการที่สำคัญที่สุด คือ เหตุเรื่อง กบฎเงี้ยวเมืองแพร่ ครั้งนั้นราชสำนักสยามได้ส่งกำลังไปปราบปราม มีการสูญเสียข้าราชการสำคัญนาม พระยาไชยบูรณ์ เหตุการณ์จบลงที่กบฎถูกปราบปราม เจ้าผู้ครองนครแพร่ ต้องหนีไปอาศัยในหลวงพระบาง

ครั้นสมัยรัชกาลที่ 6 มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัตินามสกุล บรรดาเจ้านายในราชวงศ์ เจ้านายเมืองประเทศราช ขุนนาง ได้ขอรับพระราชทานนามสกุลจากพระเจ้าแผ่นดิน ทรงมีพระราชดำริและพระราชทานนามสกุล แก่เจ้าผู้ครองเมืองประเทศราช และเจ้าเมือง โดยใช้คำว่า ณ ต่อท้ายด้วยชื่อนคร หรือชื่อเมือง
ผู้สืบสายสกุลจากเจ้าผู้ครองนครประเทศราชหัวเมืองล้านนาเดิม ล้วนได้รับพระราชทานนามสกุล ณ เชียงใหม่ , ณ ลำพูน , ณ ลำปาง , ณ น่าน แต่ ไม่มี ณ แพร่ ในแผ่นดินสยาม…..

ที่มาจาก : Forward mail