บ้านขุนพิทักษ์บริหาร หรือ บ้านเขียว

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร  หรือ บ้านเขียว
เป็นบ้านไม้ทรงปั้นหยาหลังใหญ่มีอายุมากกว่า 100 ปี สถาปัตยกรรมเป็นบ้านไทยที่ได้รับอิทธิพลทางตะวันตกตั้งอยู่ริมแม่นํ้าน้อย พื้นที่หมู่ 2 ต.อมฤต อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าของยกให้กับทางราชการตั้งแต่ปี พ.ศ.2505

ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรม และเป็นทรัพย์สินทางราชการโดยสำนักงานกรมธนารักษ์พื้นที่พระนครศรีอยุธยาเป็นผู้ดูแล ความเป็นมาของบ้านขุนพิทักษ์บริหาร ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 มีขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) และนางกระจ่าง ภรรยา เป็นเจ้าของบ้าน โดยขุนพิทักษ์ฯ รับราชการเป็นนายแขวงเสนาใหญ่ คือ อ.ผักไห่ ในปัจจุบัน เคยเข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ด้วย

และยังเป็นเจ้าของกิจการเรือสองชั้นที่เรียกว่าเรือเขียว ซึ่งเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่มีจำนวน 10 กว่าลำ ที่วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารในแม่นํ้าน้อย ระหว่างผักไห่-ท่าเตียน กรุงเทพฯ และ ผักไห่-ปากนํ้าโพ จ.นครสวรรค์ จึงทำให้การค้าขายบริเวณนี้ เจริญรุ่งเรือง เมื่อมีการทำประตูทดน้ำในแม่น้ำเรือจึงไม่สามารถแล่นได้ ประกอบกับถนนหนทางเจริญขึ้นกิจการเดินเรือจึงเลิกไป

บ้านเขียวปลูกบนเนื้อที่ 1 ไร่ 72 ตารางวา เป็นบ้านทรงปั้นหยาสองชั้นยกพื้นสูง ปลูกสร้างด้วยไม้สัก บางส่วนเป็นตึก ทาสีเขียวทั้งหลัง เนื่องจากขุนพิทักษ์เกิดวันพุธ หลังคามุงกระเบื้องสีนํ้าตาลเข้ม สภาพภายในยังแข็งแรงแต่สภาพภายนอกทรุดโทรม ประตูหน้าต่างมีลวดลายแกะสลักอย่างปราณีตบรรจง พื้นเป็นกระดานไม้สักแผ่นใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามในสมัยนั้น

ชั้นล่างมีห้องโถงใหญ่ 1 ห้อง มีตู้ไม้สัก 3 หลัง ห้องเล็ก 2 ห้อง ในห้องเล็กใกล้ระเบียงหลังบ้าน มีตู้เหล็กนิรภัย สูงถึง 1 เมตร ปิดล็อคไว้ และห้องใต้บันไดอีก 1 ห้อง ส่วนชั้นบนมีห้องโถง 1 ห้อง ห้องเล็ก 3 ห้อง และห้องซอยด้านหลังอีก 1 ห้อง ในห้องเล็กที่ใกล้กับทางลงมีห้องแยกออกไปอีก เป็นห้องที่ใช้ประตูเดียวกับห้องแรก ภายในห้องแยกมีห่วงเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็ก 1 นิ้วตรึงอยู่กับพื้นมุมห้อง ใช้สำหรับล็อกโซ่ล่ามกำปั่นสมบัติ

ภาพ สมาชิกเฟซบุ๊ก ชื่อ แวน สิงห์

หน้าต่างและประตูใช้กลอนไม้แบบโบราณ ด้านหน้ามีสะพานไม้เชื่อมไปที่ศาลาใหญ่ริมแม่น้ำ และเรือนพักคนรับใช้หลังเล็ก (นายฟื้น ผู้ดูแลบ้านคนสุดท้ายมีอาชีพทำขนมจีนขาย ได้เสียชีวิตที่เรือนหลังเล็กนี้ หลังจากนายฟื้นเสียชีวิต นางวาสน์ซึ่งเป็นภรรยานายฟื้นและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ได้ย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา และไม่มีใครพบอีกเลย

ส่วนเรือนหลังใหญ่ไม่ปรากฏว่า เคยมีผู้เสียชีวิตในเรือน แม้แต่ขุนพิทักษ์ฯเมื่อชราภาพใกล้สิ้นอายุขัย ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯระยะหนึ่ง จึงเดินทางกลับบ้านทางเรือ และสิ้นชีวิตในเรือระหว่างเดินทาง

หลังจากขุนพิทักษ์ฯสิ้นชีวิต ลูกหลานได้ย้ายไปอยู่ภูมิลำเนาอื่น ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ แม่จ่างภรรยาท่านขุนจึงได้ยกบ้านให้หลวง เป็นที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ เมื่อ พ.ศ.2505 โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบเข็มชั้นเครื่องหมายทองประดับเพชรให้กับนางจ่างด้วย

ด้านชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่าทุกครั้งที่เข้าไปในบ้านจะมีความรู้สึกว่ามีคนแอบมองและเดินตามวนเวียนไปมาอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะเวลากลางคืนจะมีความรู้สึกลักษณะนี้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีใครโดนหลอกในลักษณะให้หวาดกลัว นอกจากการทำให้รู้ว่าบ้านมีเจ้าของดูแลอยู่เท่านั้น ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยบอกว่าเคยเห็นขุนพิทักษ์บริหารอยู่กับบริวารภายในบ้านทั้งกลางวัน และกลางคืน แต่งกายในชุดคนโบราณ และในบ้านจะมีความคึกคัก เนื่องจากมีคนอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง

แต่ถึงกระนั้น ผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับญาติพี่น้องขุนพิทักษ์ฯไม่เชื่อว่าบ้านหลังนี้จะมีภูติผีปีศาจ เพราะไม่ปรากฏว่าเคยมีผู้เสียชีวิตในเรือนท่านขุน และท่านขุนเป็นคนใจดี ไม่มีศัตรู ทอดกฐินทุกปี ทำประโยชน์เอาไว้มาก

ภาพ สมาชิกเฟซบุ๊ก ชื่อ แวน สิงห์

สมัยรัชกาลที่ ๕ ขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) เป็นนายแขวงเสนาใหญ่ คือ อำเภอผักไห่ในปัจจุบัน (เคยเข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ด้วย) ภรรยา คือ นางจ่าง มิลินทวนิช ขุนพิทักษ์ฯ เป็นเจ้าของกิจการเรือสองชั้นที่เรียกว่าเรือเขียว ซึ่งเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ (มีจำนวน 10 กว่าลำ) รับส่งผู้โดยสารระหว่างผักไห่-ท่าเตียน กรุงเทพฯ และผักไห่-ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ จึงทำให้การค้าขายบริเวณนี้ เจริญรุ่งเรือง (เมื่อมีการทำประตูทดน้ำในแม่น้ำเรือจึงไม่สามารถแล่นได้ ประกอบกับถนนหนทางเจริญขึ้นกิจการเดินเรือจึงเลิกไป)

ตระกูลขุนพิทักษ์ฯ เป็นตระกูลใหญ่ ขุนพิทักษ์ฯมีบุตรทั้งหมด ๖ คน มีหลานอีกหลายคน บุตรคนโต คือ นางทองคำ มิลินทวนิช (นางทองคำมีบุตร ๓ คน) บุตรคนที่ ๒ คือ นางบุญมี บุตรคนที่ ๓ คือ นายโกย คนที่ ๔ คือหลวงมิลินทวนิช คนที่ ๕ นางวงศ์ ซึ่งเป็นภรรยาของหลวงพร้อมธีระพันธ์ ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรีเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และคนที่ ๖ นางยูร

คุณยายสมพร มิลินทวนิช อายุ ๗๘ ปี และคุณยายอุดมวรรณ มิลินทวนิชอายุ ๘๐ ปี สองพี่น้องซึ่งเป็นหลานสาว(หลานตา)ของขุนพิทักษ์ฯ แต่ใช้นามสกุลของตา (เป็นบุตรนายเติมกับนางทองคำโดยนางทองคำเป็นลูกสาวคนโตของขุนพิทักษ์) ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๕๖๓ ซอยลาดพร้าว ๑๓๐ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ เล่าว่าขุนพิทักษ์ฯเกิดที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา ส่วนภรรยา (นางจ่าง)เป็นคนอำเภอผักไห่

สมัยตนเป็นเด็กบ้านของตนเป็นแพอยู่ริมน้ำหน้าบ้านขุนพิทักษ์ฯ ตนผูกพันกับบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เด็ก วิ่งขึ้นลงคลุกคลีกับคนในบ้านมาตลอด หลังจากยกให้หลวงแล้วตนกลับมาดูบ้านหลังนี้ทุกปี เนื่องจากมีที่นาและญาติพี่น้องอยู่ที่อยุธยา แต่หลายปีหลังนี่ไม่ได้มา

บ้านของขุนพิทักษ์บริหารเป็นบ้านโบราณสมัยรัชกาลที่ ๕ อายุเกินกว่า ๑๐๐ ปี สถาปัตยกรรมเป็นบ้านไทยที่ได้รับอิทธิพลทางตะวันตก ซึ่งน่าสนใจมาก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย (ด้านหลังติดกับถนนในหมู่บ้าน ) หมู่ที่ ๒ ตำบลอมฤต อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เดินทางจากตัวอำเภอผักไห่ไปทางทิศเหนือตามถนนลาดยาง เพียง ๓ กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าไปในบริเวณวัดอมฤต แล้วเลี้ยวซ้ายผ่านโรงสีเข้าไป)

บริเวณที่ตั้งมีเนื้อที่ทั้งหมด ๑ ไร่ ๗๒ ตารางวา ด้านหลังบ้านที่ติดกับถนนปักป้ายประกาศว่าเป็นที่ดินราชพัสดุของ กรมธนารักษ์ ลักษณะบ้านเป็นบ้านทรงปั้นหยาสองชั้นยกพื้นสูง ปลูกสร้างด้วยไม้สัก (บางส่วนเป็นตึก) ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “บ้านเขียว” (เพราะเดิมทาสีเขียวเนื่องจากขุนพิทักษ์เกิดวันพุธ)

หลังคามุงกระเบื้องสีน้ำตาลเข้มสภาพภายใน ยังแข็งแรงแต่สภาพภายนอกทรุดโทรม ประตูหน้าต่างมีลวดลายแกะสลักอย่างประณีตบรรจง พื้นเป็นกระดานไม้สักแผ่นใหญ่ ชั้นล่างมีห้องโถงใหญ่ ๑ ห้อง (มีตู้ไม้สัก ๓ หลัง) ห้องเล็ก ๒ ห้อง (ในห้องเล็กใกล้ระเบียงหลังบ้าน มีตู้เหล็กนิรภัย สูงถึง ๑ เมตร ปิดล็อคไว้) และห้องใต้บันไดอีก ๑ ห้อง ส่วนชั้นบนมีห้องโถง ๑ ห้อง ห้องเล็ก ๓ ห้อง และห้องซอยด้านหลังอีก ๑ ห้อง ในห้องเล็กที่ใกล้กับทางลงมีห้องแยกออกไปอีก เป็นห้องที่ใช้ประตูเดียวกับห้องแรก ภายในห้องแยกมีห่วงเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็ก ๑ นิ้วตรึงอยู่กับพื้นมุมห้อง ใช้สำหรับล็อกโซ่ล่ามกำปั่นสมบัติ

หน้าต่างและประตูใช้กลอนไม้แบบโบราณ ด้านหน้ามีสะพานไม้เชื่อมไปที่ศาลาใหญ่ริมแม่น้ำ และเรือนพักคนรับใช้หลังเล็ก (นายฟื้น ผู้ดูแลบ้านคนสุดท้ายมีอาชีพทำขนมจีนขาย ได้เสียชีวิตที่เรือนหลังเล็กนี้ หลังจากนายฟื้นเสียชีวิต นางวาสน์ซึ่งเป็นภรรยานายฟื้นและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ได้ย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา และไม่มีใครพบอีกเลย

ส่วนเรือนหลังใหญ่ไม่ปรากฏว่า เคยมีผู้เสียชีวิตในเรือน แม้แต่ขุนพิทักษ์ฯเมื่อชราภาพใกล้สิ้นอายุขัย ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯระยะหนึ่ง จึงเดินทางกลับบ้านทางเรือ และสิ้นชีวิตในเรือระหว่างเดินทาง) หลังจากขุนพิทักษ์ฯสิ้นชีวิตแล้ว ลูกหลานย้ายไปอยู่ภูมิลำเนาอื่น ส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ แม่จ่างภรรยาท่านขุนจึงได้ยกบ้านให้หลวง เป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ โดยกระทรวงมหาดไทย ได้มอบเข็มชั้นเครื่องหมายทองประดับเพชรให้กับนางจ่างด้วย

ปัจจุบันบ้านเขียวทรุดโทรมไปมากแล้ว

เรื่องโดย สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอผักไห่, jadjaan.com
ภาพ  สมาชิกเฟซบุ๊ก ชื่อ แวน สิงห์

ผู้ใดครอบครอง 5 นางพญาซิ่น ครบ 5 ผืน ถือว่าเป็น “เบญจภาคี นางพญาผ้าซิ่น”

ผ้านุ่ง ผ้าห่ม “ของต้องห้าม” สำหรับสังคมโบราณ

ช่วงนี้แอดมินกำลังอินเรื่อง “ผ้านุ่ง” มาก จึงขอนำเรื่องราวของผ้าซิ่นเมืองเหนือมาฝากกันค่ะ (ข้อมูลจาก Forward Share)

ผ้านุ่ง ผ้าห่ม “ของต้องห้าม” สำหรับสังคมโบราณ ที่สามารถบ่งบอกชาติพันธุ์ บ่งบอกชนชั้น บ่งบอกยศถาบรรดาศักดิ์ ที่เรียกกันว่า POWER DRESSING…

ตั้งแต่สมัยอยุธยา คนไทย เรียกคนล้านนา และคนล้านช้าง โดยรวมว่า “ลาว” คนก็มักกล่าวว่าเรียกแบบเหยียดหยาม ดูหมิ่นดูแคลน คนส่วนน้อยนักถึงจะรู้ว่าที่แบ่งลาว แบ่งไทย ส่วนหนึ่งเขาแบ่งกันที่การนุ่งผ้า…..
ด้วยคน 3 อาณาจักรนี้ รูปร่างหน้าตาแยกกันยากนัก แต่การนุ่งผ้านี่ชัดเจน ด้วยคนไทย…นุ่งจีบ นุ่งโจง ส่วนคนลาว…นุ่งซิ่น ถ้าจะสังเกตว่าลาวที่ไหน ให้ดูที่ลายผ้า
ลาวล้านนา….นุ่งซิ่นลายขวาง ส่วนลาวล้านช้าง….นุ่งซิ่นลายลง

เอาเข้าจริง คนที่นุ่งซิ่น ก็คือคนตระกูลไท นี่เอง ไม่ว่าจะเป็น ไทลื้อ ไทยวน ไทเขิน ฯ ต่างก็มีผ้าซิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตน ซิ่นที่งดงามล้วนแต่วิจิตรตระการตา ด้วยไหมด้วยฝ้าย ด้วยดิ้นคำด้วยดิ้นเงิน ด้วยลูกปัดด้วยพลอยด้วยหิน ซึ่งล้วนแต่เป็นของสูงค่า และเป็นของหายากยิ่ง
ซิ่นสวย ซิ่นงามเหล่านี้ นับเป็นเกียรติยศแห่งราชสำนักต่างๆ ที่บัดนี้…ล้วนแต่ล่มสลายลงหมดแล้ว จึงถือว่าเป็นสิ่งที่หายาก และเป็นที่ต้องการของผู้รักในการสะสมผ้าโบราณ ในหมู่นักสะสม ผู้ใดมีนางพญาผ้าซิ่นครบ 5 ผืนต่อไปนี้ ถือว่าเป็นผู้ที่สุดยอดจริง….

1. ซิ่นไหมคำ-ซิ่นบัวคำ ไทเขิน ราชสำนักเชียงตุง เป็นซิ่นชนิดเดียวที่มิได้ถือกำเนิดในไทย

ซิ่นไหมคำ ไทเขิน ราชสำนักเชียงตุง
ซิ่นไหมคำ ไทเขิน ราชสำนักเชียงตุง

2. ซิ่นตีนจกไหมคำไหมเงิน ไทยวน ราชสำนักเชียงใหม่

ซิ่นตีนจกไหมคำไหมเงิน ไทยวน ราชสำนักเชียงใหม่
ซิ่นตีนจกไหมคำไหมเงิน ไทยวน ราชสำนักเชียงใหม่

3. ซิ่นน้ำถ้วม-ซิ่นน้ำท่วม ไทยวน แถบเมืองฮอด (บริเวณที่สร้างเขื่อนภูมิพล)

ซิ่นน้ำท่วม ไทยวน เมืองฮอด
ซิ่นน้ำท่วม ไทยวน เมืองฮอด

4. ซิ่นวิเศษเมืองน่าน ซิ่นเมืองน่านเป็นการรวมเอกลักษณ์ของซิ่น 3 อาณาจักร คือ ไทยวน-เชียงใหม่ ไทเขิน-เชียงตุง ไทลื้อ-เชียงรุ่ง

ซิ่นวิเศษเมืองน่าน หรือซิ่นหล่ายเมืองน่าน รวมเอกลักษณ์ ไทยวน-ราชสำนักเชียงใหม่ ไทเขิน-ราชสำนักเชียงตุง ไทลื้อ-ราชสำนักเชียงรุ่ง
ซิ่นวิเศษเมืองน่าน หรือซิ่นหล่ายเมืองน่าน รวมเอกลักษณ์ ไทยวน-ราชสำนักเชียงใหม่ ไทเขิน-ราชสำนักเชียงตุง ไทลื้อ-ราชสำนักเชียงรุ่ง

5. ซิ่นน้ำปาด ฟากท่า เมืองอุตรดิตถ์ เป็นซิ่นตีนจกที่มีกลิ่นไอของ ไทยวน-เชียงใหม่ ไทลื้อ-เชียงรุ่ง ลาว-เชียงทอง หลวงพระบาง

ซิ่นน้ำปาด ฟากท่า เมืองอุตรดิตถ์ มีเอกลักษณ์ของ ไทยวน-เชียงใหม่ ไทลื้อ-เชียงรุ่ง ลาว-เชียงทอง หลวงพระบาง
ซิ่นน้ำปาด ฟากท่า เมืองอุตรดิตถ์ มีเอกลักษณ์ของ ไทยวน-เชียงใหม่ ไทลื้อ-เชียงรุ่ง ลาว-เชียงทอง หลวงพระบาง

ผู้ใดครอบครองนางพญาผ้าซิ่น ครบทั้งหมด….หากปรารถนาผ้าซิ่นอื่นใด ก็จะถูกดูดถูกดึงมาหาอย่างง่ายดาย…

เรื่องและภาพโดย : Seki Hearts Sketching

[คลิป] ประเทศไทย สมัยที่มีประชากรเพียง 29 ล้านคน

เมืองไทยสมัยก่อน ที่ยังมีผู้คนไม่มาก

แฟนเพจในกลุ่ม “ผู้ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์” ได้เผยแผร่คลิปจาก PATHE ซึ่งน่าจะเป็นทีมงานชาวต่างชาติที่ได้มีโอกาสเข้ามาในไทย ย้อนไปน่าจะไม่เกิน 20 ปี เพราะมีเทคโนโลยีจอสีแล้ว  ซึ่งในคลิปเป็นการล่องเรือเพื่อถ่ายบรรยากาศ วิถีชีวิต ของคนไทย ซึ่งมีคำอธิบายไว้ว่าเป็น  ช่วงสมัยที่คนไทยมีอยู่เพียง 29 ล้าน คน ในประเทศ

สภาพวิธีชีวิตของคนสยาม ที่สร้างบ้านเรือนขึ้นมาจากสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ตั้งแต่ บ้านไม้ และ เรือนไม้ ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้อย่างกระเป๋าสาน  และจะเห็นได้ว่าการคมนาคมหลักนั้นเป็น เรือพาย ซึ่งผู้ที่มีรายได้สูง จะนั่งเรือที่มีหลังคาโค้งปิด

เสน่ห์ของคนยุคก่อน คือ ดุไ่เร่งรีบ และแต่งกายด้วยผ้าฝ้าย และผ้าทอมือ ซึ่งแตกต่างจากยุคปัจจุบันที่ใช้ผ้าทอจากเครื่องจักร และเป็นผ้านำเข้า ซึ่งไม่เข้ากับสภาพอากาศร้อนๆ ของไทยเท่าไหร่นัก และสังเกตได้ว่าคนไทยยุคก่อนนั้น นิยมสวมเสื้อผ้าบางๆ ใส่สบาย นุ่งผ้าถุงกันดูสวยงาม  เสียดายที่หญิงสาวยุคใหม่หันไปนุ่งกระโปรงแบบฝรั่งจนเสน่ห์ของผ้าซิ่นสูญหายไปแล้ว

อีกเครื่องแต่งกายหนึ่งที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือ หมวกสานใบลาน แสดงให้เห็นว่าอากาสเมืองไทยสมัยก่อนนั้นร้อนมาก แม้ว่าจะอยู่ริมร่มเงาต้นไม้ก็ตาม

ยุคสมัยได้แปรเปลี่ยนไปง่ายๆ พูดได้เต็มปากว่า ภาพเหล่านี้หาดูไม่ได้แล้ว  บ้านเรือนกลายเป็นบ้านปูน และเหล่านี้กลายเป็นเพียงความทรงจำ ที่ได้แต่เก็บไว้ให้ลูกหลานได้ดู และฟังเป็นคำบอกเล่าไป

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F100009164693696%2Fvideos%2F1738163776499095%2F&width=500

เรื่องโดย : Febissue
ภาพจาก คุณ : Chuthai Thongyuenyong

เจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ กษัตริย์กัมพูชาผู้ตรอมพระทัยสวรรคตเพราะเสียดินแดนให้ไทย!!!!??

เจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ กษัตริย์กัมพูชาผู้ตรอมพระทัยสวรรคตเพราะเสียดินแดนให้ไทย!!!!??

เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2559
เจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ เป็นกษัตริย์กัมพูชาในสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ครองราชย์ตั้งแต่ 9 สิงหาคม 1927 (พ.ศ. 2470) – 24 เมษายน 1941 (พ.ศ. 2484) พระองค์ทรงนิยมมีนางสนม นางบำเรอแวดล้อม แต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน พระองค์ได้สั่งปลดนางสนมออกจากตำแหน่งถึง 100 คน จากกว่า 200 คน เพื่อลดรายจ่ายของราชสำนัก เมื่อเดือนเมษายน 1938 (พ.ศ. 2481)

16602401_850955398380810_1809517377524896674_o

ในช่วงเดือนธันวาคม 1940 (พ.ศ. 2483) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปได้ราว 1 ปี และฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้ให้กับเยอรมนีไปแล้ว พระองค์ทรงประกาศว่าจะยืนหยัดอยู่ข้างฝรั่งเศสในยามยากลำบาก เพราะฝรั่งเศสคือผู้ที่ช่วยกัมพูชาไว้ได้จากความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อ 70 ปีก่อน (หมายถึงเหตุการณ์จลาจลต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศส)

ขณะเดียวกันนั้นเอง กัมพูชาของพระองค์ก็กำลังถูกคุกคามจากกองทัพไทยที่พยายามอ้างสิทธิยึดดินแดนอาณานิคมที่เสียไปคืนจากฝรั่งเศส จนกระทั่งญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงขอให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงและจัดการเจรจาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในกรุงโตเกียว

แต่ระหว่างที่การเจรจายังไม่เสร็จสิ้น เจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ก็เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 เมษายน 1941 (พ.ศ. 2484) ซึ่งสื่อต่างประเทศรายงานว่าเป็นเพราะปัญหาสุขภาพเรื้อรัง บวกกับภาวะซึมเศร้าที่จะต้องเสียดินแดนด้านตะวันตกให้กับไทย

จาก : silpa-mag.com
ภาพ : พระฉายาลักษณ์ของเจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ เผยแพร่เมื่อ 16 พฤศจิกายน 1937 (พ.ศ. 2480) โดย AFP PHOTO / FRANCE PRESSE VOIR / Bronberger

หายสงสัย!! ป้าย Levi’s แต่ละสี มีความหมายยังไงบ้าง มาดูกันเลย

หายสงสัย!! ป้าย Levi’s แต่ละสี มีความหมายยังไงบ้าง มาดูกันเลย (จากซ้ายไปขวา)

16648993_10208269570441749_4936321060021900697_n

Red Tab (Original): ป้ายแดงต้นฉบับมีจุดเด่นที่ E เป็นตัวใหญ่ เลิกใช้ในปี 1971
Orange Tab: ป้ายสีส้มเป็นสินค้าที่เคยขายสำหรับวัยรุ่นในยุค 60’s – 70’s
White Tab: สินค้าที่ไม่ตามแฟชั่น แนว Californian สบายๆชิลๆ
Blue Tab: สินค้าของ Levi’s Made & Crafted
Red Tab: สินค้าที่ขายทั่วไปของลีวายส์ เป็นจิตวิญญาณของยีนส์
Red Tab (R): เหมือน Red Tab แต่จะมีเพียง 1 อันในยีนส์ทุกๆ 100 ตัวที่ถูกผลิตออกมา ใครมีไว้ในครอบครอง เก็บไว้ให้ดีเพราะเป็นของหายาก

cr. Facebook Levi’s Thailand

[Forward Mail] ณ แพร่…..ไม่มีในแผ่นดินสยาม

อีกหนึ่งเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเกียวกับการใช้นามสกุล ขึ้นต้นด้วยคำว่า ณ …
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกกฎหมายให้ประชาชนได้มีนามสกุลใช้เป็นของเครือญาติตัวเอง เริ่มต้นจึงพระราชทานให้กับลูกหลานเจ้าเมือง หัวเมืองต่างๆ ใช้ชื่อ ณ .. และตามด้วยจังหวัดของต้นได้ เช่น ณ อยุธยา, ณ เชียงใหม่ แต่ทำไมถึงไม่มี ณ แพร่ มาดูกันค่ะ

 

ณ แพร่…..ไม่มีในแผ่นดินสยาม

อย่าเพิ่งตกอกตกใจ เมืองแพร่ยังคงอยู่ในแผนที่ประเทศไทย คนแพร่คือพี่น้องคนไทยในปัจจุบันนี้
ที่ว่า ณ แพร่ ไม่มีในแผ่นดินสยาม หมายความถึง นามสกุล ณ แพร่ เท่านั้น

คงทราบกันดีว่า สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หัวเมืองในแผ่นดินที่เรียกว่า อาณาจักรล้านนาเดิม ได้ปลดแอกจากพม่า มาเป็นประเทศราชของสยาม โดยมีสถานะเป็น “นคร” อิสระต่อกัน ประกอบด้วยนครหลัก 5 นคร คือ นครเชียงใหม่ นครลำพูน นครลำปาง นครน่าน นครแพร่
3 นครแรก คือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ปกครองโดยเจ้าในสายราชวงศ์ เจ้าเจ็ดตน หรือ ราชวงศ์ทิพยจักรา โดยหมุนเวียน เปลี่ยนแปลง อำนาจกันในหมู่พี่น้อง ส่วนนครน่าน และ นครแพร่ ถือเป็นนครอิสระแยกขาดจากกัน….

ล่วงมาในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 หัวเมืองล้านนาถูกลดบทบาทลงอย่างมาก มิมีอิสระในการปกครองตนเองเช่นเดิม มีหลายครั้งหลายหนที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะของการต่อต้านอำนาจจากส่วนกลาง แต่ก็มิอาจทำการได้สำเร็จ
การก่อการที่สำคัญที่สุด คือ เหตุเรื่อง กบฎเงี้ยวเมืองแพร่ ครั้งนั้นราชสำนักสยามได้ส่งกำลังไปปราบปราม มีการสูญเสียข้าราชการสำคัญนาม พระยาไชยบูรณ์ เหตุการณ์จบลงที่กบฎถูกปราบปราม เจ้าผู้ครองนครแพร่ ต้องหนีไปอาศัยในหลวงพระบาง

ครั้นสมัยรัชกาลที่ 6 มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัตินามสกุล บรรดาเจ้านายในราชวงศ์ เจ้านายเมืองประเทศราช ขุนนาง ได้ขอรับพระราชทานนามสกุลจากพระเจ้าแผ่นดิน ทรงมีพระราชดำริและพระราชทานนามสกุล แก่เจ้าผู้ครองเมืองประเทศราช และเจ้าเมือง โดยใช้คำว่า ณ ต่อท้ายด้วยชื่อนคร หรือชื่อเมือง
ผู้สืบสายสกุลจากเจ้าผู้ครองนครประเทศราชหัวเมืองล้านนาเดิม ล้วนได้รับพระราชทานนามสกุล ณ เชียงใหม่ , ณ ลำพูน , ณ ลำปาง , ณ น่าน แต่ ไม่มี ณ แพร่ ในแผ่นดินสยาม…..

ที่มาจาก : Forward mail