ขอบคุณ “ตูน บอดี้สแลม” ที่สร้างเรื่องดีๆ ให้กับคนไทยตลอด 2 เดือน

 รวมทุกกระแสที่เกิดขึ้นจากการวิ่งของพี่ตูนไว้

ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า  หากไม่มีโครงการ “ก้าวคนละก้าว” สภาพจิตใจของคนไทยคงจะไม่ฟื้นเร็วขนาดนี้ เนื่องมาจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่เราเจอกันทั้งประเทศ  เมื่อต้องส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙  

และโครงการ “ก้าว” เป็นงาน CSR  แท้ๆ ที่ไม่เคยมีใครคิดทำจริงจังเท่านี้มาก่อน  เมื่อ “พี่ตูน” ออกมาบอกว่า จะจัดวิ่งครั้งที่ 2 เพื่อมอบเงินบริจาคให้กับมูลนิธีโรงพยาบาลรามาธิบดี ช่วยเหลือโรงพยาบาลศูนย์ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ  รวมทุกกระแสที่เกิดขึ้นจากการวิ่งของพี่ตูนไว้ ดังนี้

พิสูจน์ได้ว่าคนเราวิ่งได้ 2000 กิโลจริงๆ

หลายคนสงสัยว่าคนเราสามารถวิ่งได้ถึีง 2,000 กิโลเมตร ได้จริงๆ หรอ? เนื่องจากการวิ่ง มาราธอน หรือ ฮาฟมาราธอน พี่ตูนวิ่งมาหมดแล้ว และเขาก็เป็นนักกีีฬาวิ่ง ที่รู้จักวิทยาศาสตร์การกีฬา มีคุณหมอดูแลและปรึกษา  และเขาก็ต้องประเมินและวางแผนมาก่อนแล้วว่า แดดเท่านี้ ระยะทางเท่านี้ มีโอกาสไปถึง “เชียงราย” ได้จริงหรือเปล่า.. ลบคำประมาทคนที่ว่าพี่ตูนบ้า ไปได้เลย

Nike Sponser หลักที่ไม่ได้ออกตัวแรง

รองเท้าไนกี้ เป็นรองเท้าวิ่งที่พี่ตูนใส่อยู่นานมากแล้ว  และครั้งนี้ตั้งแต่แรกพี่ตูนก็ไม่ได้ต้องออกทีเซอร์  ไม่ต้องทำคลิปวิดีโอพรีเซนต์รองเท้าไนกี้เลย ทั้งๆ ที่ Nike สนับสนุนอยู่เบื้องหลังมากกว่าที่เราคิดไว้อีก  ซึ่งพี่ตูน เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ของ Nike มานานมากๆ แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าทีมงาน Nike ที่เป็นฝรั่งจะเข้าใจความมุ่งมั่นในครั้งนี้ด้วย   ถ้าเป็นบางแบรนด์ มีแต่จะบอกว่าห้ามใส่ของเขาวิ่งนะ

งาน Tied in ที่แอบเข้ามาก็สู้พลัง OTOP ไม่ได้

มีหลายคน  แม้กระทั่งดารา พยายาม เอาสินค้าของตัวเองมาบริจาคให้พี่ตูนถือ เพื่อที่จะได้มีภาพปรากฎออกสื่อ แต่ก็ทำได้เพียงครั้งราว เนื่องจาก สินค้า Otop ของลุงป้าน้าอา  และวัตถุดิบเพิ่มเติม อย่าง  กล้วยที่ยกมาทั้งเครือ   สะตอบ้าง  อะไรที่มีและหาได้พื้นเมืองก็ถูกยัดเข้ารถ live หมด

คนดังมาวิ่ง

งานนี้มีคนดังมาวิ่งมากมาย  เสียดายที่คนโฟกัสดาราแค่ไม่กี่คน  โดยเฉพาะพี่โดม ปกรณ์ ที่ซุ่มซ้อมมาหลายวันก่อนจะมาเจอพี่ตูนที่จังหวัดนนทบุรี  ก่อนที่จะส่งต่อไปสุพรรณบุรี โดยมีน้องวันใหม่ จากครอบครัวฉัตรบริรักษ์มาร่วมวิ่ง  และล่าสุด พี่โน้ส อุดม แต้พานิช  พยายามจะวิ่งช่วย แต่ได้ไม่กี่ก้าวก็ไม่ไหว  ก็ขึ้นรถ live ช่วยเรียกแขกแล้วกัน


หลอมรวมน้ำใจ

ปรากฎการณ์ “ก้าวคนละก้าว” ทำให้คนทั่วประเทศที่อยู่ระหว่างเส้นทางออกมารอพี่ตูน  แม้ว่ายอดบริจาคจะเกิน 700 ล้านตามที่ตั้งใจไว้แล้ว  แต่ก็ยังลุ้นต่อไปว่าหากถึงเชียงรายตามที่ตั้งเป้าหมายไว้  ยอดบริจาคจะทะลุ 1,000 ล้านหรือเปล่า?  กับอีก 10 วันสุดท้ายที่จะสิ้นสุดการวิ่งในวันที่ 25 – 26 ธันวาคม 2560 นี้

คนไหนพี่ตูน

“เออ..”  เด็กๆ บางคน คุณแม่บอกว่าให้มารอพี่ตูน รอเซลฟี่  โดยเฉพาะ สองพี่น้องชุดพละเสื้อเหลืองนี้ น่ารักมากๆ  มารอเซลฟี่กับพี่ตูน เปิดคลิปวิดีโอตามกฎ  แต่ก็ไม่รู้ว่าคนไหนคือพี่ตูน  (เห็นวิ่งมาหลายคน)  แม้ว่า พี่ตูนตัวจริงจะวิ่งมาหาถึงหน้ากล้อง  แต่เหมือนน้องก็ยังไม่รู้ว่า.. เอิ่ม.. นี่พี่ตูนนะ

ทุกสปีชี่ส์ ออกมาให้กำลังใจ

มันน่ารักมาก  คนไทยเอาช้างมาวาดรูปพี่ตูนรอ .. น่ารักพอๆ กับน้องลาบาดอว์ ที่มารอพี่ตูนระหว่างทาง  นอกจากนี้ยังไม่ได้นับคนที่พาแมว กระรอกชูก้า และ Species อื่นๆ มารอพี่ตูน

ตูน – ก้อย เมื่อไหร่แต่ง

แต่งกันก็ดีนะ พิสูจน์รักกันมาขนาดนี้แล้ว .. ไม่รู้พี่ตูนรออะไรอยู่? ดูแล้วพี่ก้อยก็ไม่น่าจะเรียกร้องสินสอดเป็นล้านๆ เหมือนดาราแต่งกับมหาเศรษฐี เชื่อว่า พ่อแม่ พี่น้อง ของสองครอบครัว เห็นพี่ๆ ทั้งสองรักกันขนาดนี้แล้ว ก็คงอยากจะให้มีข่าวดีเร็วๆ   ชอบทุกภาพที่ถ่ายทอดออกมาโดยเฉพาะรูปหมอนรองคอรูปกบ.. น่ารักมากๆ

 

ช่างภาพก็เก่งมาก

นอกเหนือจากทีมวิ่งแล้ว ช่างภาพก็ตามติดเช่นกัน  น้อยคนจะรู้ว่า  งานวิ่ง “ก้าวคนละก้าว” ในทีมนี้ มีช่างภาพคอยเก็บภาพบรรยากาศด้วย ภาพส่วนใหญ่ที่พี่ตูนโพสต์ จากคุณ  @ahakorn  ที่หลายคนไม่ทราบว่าเป็น Main Photographer ของงาน “ก้าวคนละก้าว” โดยเฉพาะ เนื่องจากส่วนใหญ่เราจะเห็นภาพที่หลุดมาจากหนังสือพิมพ์ หรือ ภาพจาก Social Media อื่นๆ บ้าง  หรือมีช่างภาพมาแจมบ้างเป็นบางช่วง อย่างคุณ VIN ที่เคยถ่ายภาพ Wedding ให้กับดาราดังๆ หลายคน

และสุดท้ายต้องขอขอบคุณพี่ช่างภาพหลัก คุณ @ahakorn และหากโครงการก้าว จะทำ Photobook ออกมา รับรองว่า แอดมินจะเป็น 1 คนที่ไปต่อแถวจองแน่นอน  มีแต่ภาพน่ารักน่าเก็บแบบนี้  และเป็น Moment ดีๆ ที่น่าเก็บรักษาความประทับใจนี้ไว้ด้วย  Love ทีมก้าวนะคะ

พระเมรุมาศ สนามหลวง (ทุ่งพระเมรุ) งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ

การก่อสร้าง พระเมรุมาศ  และ  ส่งองค์จำลอง ไปยังจังหวัดต่างๆ ให้ร่วมพิธีได้แล้ว

ใครได้รับ Forward Line ที่เป็นภาพพระเมรุมาศ และ สวรรค์ จำลองบ้างคะ .. ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นบุญตาของลูกหลานที่เกิดในรัชกาลที่ ๙ ที่จะได้เห็น  ซึ่งควรจะได้เห็นสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่ท้องสนามหลวง  ที่มีชื่อเดิมว่า “ทุ่งพระเมรุ” อันเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ และเจ้านายฝ่ายใน มาหลายช่วงสมัย

สนามหลวง ไม่ใช่สวนสาธารณะที่ไว้พักผ่อนหย่อนใจ แต่เว้นที่ว่างไว้เพื่อดำเนินงานพระราชพิธีต่างๆ ตามชื่อเดิมคือ “ทุ่งพระเมรุ” อันหมายถึงสถานที่ส่งพระศพ และ ได้มีการจำลองเรื่องราวของสวรรค์ ตามความเชื่อของคนไทยเกี่ยวกับเทพเจ้า และพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นองค์สมมติเทพ

 

พระเมรุมาศ สนามหลวง (ทุ่งพระเมรุ) งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ

 

เครื่องกระดาษ และ เครื่องก่อสร้างต่างๆ จึงปรากฎความสวยงามให้ได้เห็นตามภาพดังกล่าวนี้ ซึ่งหากคุณอยากจะเห็นด้วยตาของคุณเอง ต้องเดินทางไปก่อนวันที่ 26 ต.ค. 60 นี้เท่านั้น ค่ะ ส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครหลังจากเสร็จพระราชพิธี

 

พระเมรุมาศ สนามหลวง (ทุ่งพระเมรุ) งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ
พระเมรุมาศ สนามหลวง (ทุ่งพระเมรุ) งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ

ประวัติการก่อสร้างพระเมรุมาศ

อาศัยความปราณีต บรรจง ตั้งแต่การออกแบบ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีสำคัญ โดยเฉพาะ เชื้อพระวงศ์ ซซึ่งจะมีการประดับ นพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ สำหรับพระบรมศพของพระเจ้าอยู่หัว

ซึ่งในวันที่ 26 ต.ค. 60 นี้ ทางรัฐบาลประกาศเป็นวันหยุดสำคัญให้ประชาชนชาวไทยได้เข้าร่วมพิธีที่จุดสำคัญทั้ง 77 จังหวัด รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ด้วยการถวายอาลัยพร้อมกันทั่วประเทศ

ในส่วนพิธีการ ณ สนามหลวงนั้น  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะทรงเสด็จเดินนำขบวนทหาร และ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ จะทรงนำทหารม้ารักษาพระองค์ ร่วมเดินขบวนในครั้งนี้ด้วย  ภาพถ่ายสามารถซื้อจากนิตยสารที่ช่างภาพได้รับอนุญาตเข้าไปถ่ายภาพ รวมถึงโทรทัศน์เฉพาะกิจถ่ายทอดสดพร้อมกันทั่วประเทศ

 

รีวิว ASER Switch 10 รุ่นใหม่ เปิดตัว 2017

Review เอเซอร์ แลปท็อปหรือเน็ตบุ๊กเนี่ยะ! สเป็กดีกว่าโน้ตบุ๊คบางรุ่นอีก

Computer เป็นปัจจัยที่ 6 ของคนทำงานออนไลน์ (นับต่อจาก Smart Phone ที่เป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว)  สำหรับคน Generation Y ++  ก่อนหน้านี้มี Surface จากค่าย Microsoft ออกมาจนถึง Surface 4 แล้วก็หยุดไป กลั้นใจซื้อไม่ไหวจริงๆ ตัวละ 30,000 กว่าบาท ราคาเท่ากับ Macbook สเป็คน้อยสุดสักเครื่อง

ก่อนหน้านี้  แอดมินต้องส่ง Notebook ไปให้น้องชายใช้เทอมสุดท้ายก่อน จึงต้องใช้ Notebook  ตัวเก่าของแฟน  เอาไปลง Window ใหม่ที่ fortune แต่ติดปัญหา 2 อย่าง คือ เครื่องหนักมาก รวมกระเป๋ามากกว่า 3 กิโลกรัม  หลังเดาะกันพอดี (วันไหนต้องแบกคอมฯ ออฟฟิศด้วย ปัญหาหนัก)  ก็เลยเข้าไปดูราคาคอมพิวเตอร์ที่ Lazada ด้วยเงื่อนไข 2 ข้อคือ 1) เบา  2) ไม่เกิน 10K

 

สำหรับคนที่สนใจ Lenovo Mix 310 จาก lazada คลิกที่นี่จ้า >> https://goo.gl/XFNHXd

 

หลังจากที่ตามหาอ่านข้อมูล Netbook / Laptop จาก LAZADA แล้วเจอกับ Lenovo แบบดึงหน้าจอออกได้ตัวหนึ่งน่าสนใจมาก ราคารวมส่วนลดแล้วประมาณ 7,500 ฿ เบาสบายกระเป๋าเหมาะสำหรับทำงานเว็บ Backoffice สุดๆ  แต่สุดท้ายมาลงตัวกับ Aser Switch 10 One  เพราะเชื่อมั่นในแบรนด์ (หลังจากได้เห็นศูนย์รับประกันใกล้บ้านแล้วคิดว่า Acer ดูโอเคสุด)

 

จริงๆ แล้วช่างประจำที่ฟอร์จูน แนะนำ Dell ถ้าอยากได้คอม หรือ โน้ตบุ๊ค ที่ทนและดี  แต่โจทย์ของเราคือ “พก” เพราะฉะนั้นงานต้องเบา!

 

พอเห็น Lenovo กับ Acer ที่รุ่นและ Spec ใกล้เคียงกัน เลยขอเลือกมาเป็น ตัวหลังดีกว่า แต่ก็ชั่งใจอยู่นานว่าจะเอา Switch 10 รุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ดี ราคาต่างกัน 1,000  ฿

เนื่องจาก Acer Switch 10 รุ่นที่เปิดตัว ปี 2014 ราคาต่างกันไม่มาก และสเป็ก CPU กับ จอ คนละเรื่องกันเลย อยู่ๆ ผู้เขียนก็ได้ Acer Switch 10 One รุ่นใหม่มา  เป็นรุ่นที่เปิดตัว 2017 เมื่อเดือน เมษายน 60 ที่ผ่านมานี้เอง  ไม่นานเกินไป    Harddisk แตกต่างจากตัวก่อนเยอะมาก

  • ความจำที่หน้าจอ  32 GB
  • ความจำที่คีย์บอร์ด 500 GB

เท่ากับว่า ราคาเทียบเท่ากับ ได้ Window 10 ฟรี! 4,500 บาท +  External Harddisk 500 GB ราคาประมาณ 1,700 บาท อีกด้วย  ส่วนตัวเครื่องของ ACER Switch 10 One วันตัวนี้ลดราคาอยู่ที่ 8,990 บาท ผ่อน 0% 10 เดือน ด้วยบัตรเครดิตกสิกรได้ จำหน่ายโดยร้าน BT Shopping (สินค้าตัวนี้ https://www.lazada.co.th/acer-switch-one-sw1-011-192n-ntlctst003x5-z83502gb500gb101win10-29858859.html?spm=a2o4l.search.0.0.FFloBX&ff=1สิ่งที่ทำให้ ACER Switch 10 One น่าสนใจ ก็คือ

  • ราคาไม่เกิน 10,000 บาท
  • ถอดใช้เป็น Tablet ได้
  • รูปลักษณ์เหมือน  Note Book Touch Screen จอได้
  • ตัวเครื่องเป็น Body โลหะ แข็งแรง
  • ใช้แทน Net Book ได้สบายมาก เก็บไฟล์ไว้ใน KeyBoard ได้ เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ง็องเง็ง

ACER Switch 10 One

ลักษณะการใช้งานที่ถอดจอได้ง่ายมากๆ  ดึงหน้าจอออก ด้วยการประคองจอไว้  จะมีส่วนที่ยื่นออกมาจากคีย์บอร์ด 2 จุด ที่ไม่สามารถเลื่อนเก็บได้ ทำหน้าที่เป็นตัวรับส่งข้อมูลระหว่างคีย์บอร์ด กับ Body Tablet ได้อย่างแน่นหนามากๆ ใช้อยู่แล้วถอด ถอดแล้วเสียบใหม่ ไม่มีผลต่อตัวเครื่อง

 

ระหว่างนั่งรอลงโปรแกรมมาร่วมชั่วโมง ก็นั่งเขียนรีวิว ที่ข้างร้านลงโปรแกรม  แม้ว่า ACER Switch 10 One จะมี Window 10 มาให้ แต่ยังขาด Office อย่าง Word และ Browser อย่าง Chrome ไป  ก็ต้องเสียเวลารอร้านร่วมชั่วโมง  มาดูสเป็กเครื่องกันว่าทำไมเราถึงแนะนำเครื่องนี้

  • ราคาเหมาะสำหรับนักศึกษา – คนทำงานเว็บเบาๆ
  • Window นี้ใช้ Microsoft Word ได้เสถียร์กว่า iPad
  • การใช้งานพอๆ กับ Surface RT ดีไม่ดีสะดวกกว่า

แต่พวก Office 365 ไมโครซอฟต์เวิร์ด ควรต้องใช้ของแท้เท่านั้น และต้อง Log In เพื่อไปสั่งซื้อในเว็บของ Microsoft มาใช้เองดวย เดือนละประมาณ 300 บาท ( T..T)  ก็ต้องยอมจ่าย เพื่อให้ได้ใช้งาน Microsoft Office ได้

เมื่อเทียบกับเน็ตบุ๊กตัวเก่าเรื่องน้ำหนัก เมื่อรวม Adapter ด้วย ถือว่า ACER Switch 10 One ตัวนี้ตอบโจทย์มาก  น้ำหนักเบากับความแข็งแรงไปด้วยกันได้

มาดูเครื่องของจริงกันเลยดีกว่า

ACER Switch 10 One 2017 ตัวเครื่องนางก็จะดูเท่ๆ หน่อย เห็นแบบนี้ไม่รู้เลยว่าเป็น Tablet หรือ Notebook ขนาดหน้าจอ 10 นิ้วเท่านั้นเอง
ACER Switch 10 One 2017 เมื่อวางเทียบกับ สมุด Notebook, iPad Mini และ หนังสืออ่านนอกเวลาขนาด B5 หน้าตาก็จะประมาณนี้ (เล็กได้ใจ)
ACER Switch 10 One 2017 เวลาถอดจอก็ง่ายมาก ดึงออกมาเลยจ้า เวลาเสียบใส่ก็วางให้ลง Lock ที่คีย์บอร์ดจะมีแรงแม่เหล็กดูด
ACER Switch 10 One 2017 ถอดจอออกมาแล้วหน้าตา คือ Tablet ดีๆ นี่เอง แอบคล้ายกับ Microsoft Surface RT
ACER Switch 10 One 2017 ช่องรูเสียบที่เป็นข้อต่อของตัวเครื่องกับ คีย์บอร์ด ทำออกมาค่อนข้างแข็งแรง แต่ก็มีบางทีที่วางไม่สนิท แล้ว Device ไม่ Sync กัน
ACER Switch 10 One 2017 ขนาดเมื่อเทียบกับ Tablet บอกเลยว่าเล็กมาก
ACER Switch 10 One 2017 เวลาชาร์จ รูชาร์จเล็กมาก สายชาร์จก็เล็กและเบา ส่วนช่อง USB สำหรับเสียบเมาส์มีรูเดียว เพราะฉะนั้นเวลาจะต่อเครื่องพริ้นท์ก็ต้องเอาสายเมาส์ออก หรือใช้ตัวพ่วง USB เอา

สนใจดูรายละเอียด Acer Switch 10 One 2017 บน Lazada คลิกที่นี่จ้า >> https://goo.gl/FhQ4uu

สุดท้ายนี้ใครที่กำลังตามหา device ที่เอาไว้ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเน็ต  .. แต่เดี๋ยวนะ! เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเขาเอาเวลาว่างมาทิ้งกันแล้ว  แม่ค้าออนไลน์ที่ต้องการมีอุปกรณ์ไว้ตอบไลน์ ลงภาพ คิดว่าตัวนี้คุ้มมาก ส่วนเราเองเอาไว้ใช้กับงานเขียนบล็อก ทำเว็บ  ถ้าสนใจลองเข้าชมที่ศูนย์ Aser หรือ Lazada ที่จำหน่ายผ่าน Lazada มีบริการส่งภายใน 1 วันภายในกรุงเทพด้วย และผ่อน 0% ได้แทบกับทุกบัตรแล้วค่ะ


บทความนี้เขียนโดยซื้อมาใช้เองจริง ไม่มี Sponser สนับสนุนนะคะ

เข้าไปพูดคุยติดตามกันได้ที่เฟซบุ๊ก แอดมินได้ที่นี่จ้า –> คลิกที่นี่

มีคนเป็นลมบนรถไฟฟ้า MRT ทุกวัน (จันทร์)

อยากให้มีโบกี้ฟอร์เลดี้

สวัสดีค่ะ อย่างที่ทราบกันว่ารถไฟฟ้าสีม่วงกับสีน้ำเงินของ MRT เชื่อมต่อกันแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ความสะดวกสบายมาถึงท่านที่บ้านอยู่ชานเมืองแล้ว  รถตู้สายบางบัวทองที่เข้าเมืองได้รับผลกระทบบ้าง  แต่หลายท่านยังไม่โอเคกับราคารถไฟฟ้าเท่าไหร่ คือถ้ามาจากหัวลำโพงถึงสุดสถานีปลายทางสายสีม่วง  เติมเงินไปร้อยนึงก็เกือบหมด

ความหนาแน่นของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ที่เชื่อมจ่อกันนี้ไม่บางตาอีกต่อไป โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์ เรียกได้ว่าตัองรอขึ้นนานกว่า และหนาแน่นกว่า BTS ในช่วง Rush Hours มากๆ  คืองานนี้ไม่ชมเชยก็ต้องชม  เราต้องกลับมาดูวิธีการบริหารของ BTS ว่าทำไมไม่มีปัญหาอย่าง MRT และ Airport LINK

ในส่วน บีทีเอสเคยมีปัญหา ราง และระบบอยู่บ้าง ตั้งแต่เปิดใช้มามีปัญหานี้อยู่ 2-3 ครั้ง แต่ไม่เคยมีปัญหาผู้โดยสายตกรางโดนรถทับ หรืออัตราความหนาแน่นของสถานีสยาม ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อ ต่อให้เร่งด่วน แต่จำนวนรถต่อขบวนมาเยอะขึ้น คนยืนรอ รอไม่เกิน 5 นาทีก็พอระบายได้

ส่วนรถไฟฟ้าสายสีม่วงน้องใหม่ ยังไม่มีปัญหามาก  การหยอดเหรียญ เติมเงินบัตร สะดวกกว่ารถไฟฟ้าทั้ง BTS และใต้ดิน  เสียอย่างเดียวรือบางสถานีดูเปลี่ยว ควรปิดทางขึ้นลงจุดนั้น (ถ้าไม่มีโจร กลัวมีงู)  และเจ้าหน่าที่รักษาความปลอดภัยขอเปิดตรวจกระเป๋าทุกใบ ทำให้เสียเวลามาก

โดนเฉพาะจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าใต้ดินและสีม่วง ปัจจุบันช่วงเช้าวันจันทร หนาแน่นมาก  จนคิดว่า คนชรา กับคนท้อง ต้องเดินไม่ทันเหล่าพนักงานออฟฟิิศ ที่ถือกระเป๋าจ้ำเบียด เดินกันอุตลุต   และจะมีคนเป็นลม จนเจ้าหน้าที่ต้องตะโกนดังๆ ให้ได้ยินกันว่า “มีผู้โดยสารเป็นลม!!”  คนตกใตก็คือคนเดินผ่านสิ !

ถึงเวลาหรือยัง ที่รถไฟฟ้า (ทุกสาย) จะมี โบกี้ผู้หญิงและคนท้อง

 

สิ่งที่อยากเห็น รถไฟฟ้า MRT ปรับปรุง คือ
- ระบบตู้ยอดเหรียญ เติมเงิน ทำไมไม่เปลี่ยนของรถไฟฟ้าใต้ดินให้เหมือนกับรถไฟฟ้าสีม่วง
เพราะคนใช้บริการเยอะมาก

- ในเวลาเร่งด่วนควรเพิ่มขบวนรถไหม?  เนื่องจากการกระจายจำนวนผู้โดยสารทุกวันนี้ไม่ทััน รอมากกว่า 10 นาที ต่อขบวน

 

เรื่องโดย Febissue

อย่าอ่านหนังสือพิมพ์ บนรถไฟฟ้า

หยุดอ่านหนังสือพิมพ์บนรถไฟฟ้า ตอนคนแน่นๆ ได้ไหม?

เคยไหมที่ต้องนั่งติด หรือ ยืนติดกับคนที่กางหนังสือพิมพ์ออกมาอ่านบนรถไฟฟ้า  อย่างวันนี้ต้องนั่งติดกับป้าคนหนึ่งที่กางหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านตอนคนแน่นๆ  แกจะรู้ไหมว่ากลิ่นหนังสือพิมพ์มันเหม็นมาก

 

คนที่หยิบหนังสือพิมพ์ ขึ้นมาอ่านบนรถไฟฟ้าตอนคนแน่นๆ นี่ต้อง Strong มาก จริงๆ คนรอบข้างรำคาญมาก แต่ก็ไม่กล้าพูด  และส่วนใหญ่เดี๋ยวก็ต้องลงแล้ว เลยไม่กล้าว่าอะไร  แต่หากเจอกันแบบต้องนั่งยาวๆ แล้วต้องนั่งข้างๆ กัน (คนนั่งช้างดันเป็นภูมิแพ้)  กลิ่นหนังสือพิมพ์มันจะทำให้อยากจาม และปวดหัวจี๊ดๆ มาก

สารตะกั่ว

ไม่ว่าจะเป็นหมอ หรือ นักวิจัย ต่างก็ออกมาบอกนักต่อนัก ว่า “หนังสือพิมพ์” มีสารก่อมะเร็ง “Alcohol, Formaldehyde, Volatile Organic Compounds (VOCs)” ที่มาจากหมึกพิมพ์   มันจะมีกลิ่นเฉพาะที่ระเหยออกมาชัดเจนเลย  คนที่เป็นภูมิแพ้จะรู้สึกได้เร็วมาก

 

หนังสือพิมพ์ที่แจกในตอนเช้า และโบว์ชัวร์  จริงๆ มันยังคงมีสารเคมี ประเภท ตะกั่ว ปรอท แคทเมี่ยม ซึ่งมาจากกระบวนการพิมพ์ มาจากน้ำหมึก

แคดเมี่ยม

แม้ว่าการอ่านหนังสือพิมพ์ จะได้รับโทษจากสารโลหะหนักน้อยกว่าการเผลอรับประทานเข้าไป (รับประทานอาหารที่ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือนิ้วติดสารเคมีมาแล้วไปหยิบอาหารกินบ่อยๆ)  แต่จะทำให้ปวดหัว สภาพจิตใจผิดปกติ สมองผิดปกติ  โดยสารพิษจากตะกั่ว ปรอท สะสมอยู่ในเลือดและร่างกายได้ในระยะยาว

 

แล้วยังเคยมีวิจัยจาก มหาวิทยาลัยมหิดล เคยสำรวจว่า ในหนังสือพิมพ์แบบเก่า (ที่นิ้วจับพลิกหน้าแล้วนิ้วจะดำ)  1 กิโลกรัม จะมีสารตะกั่วสูงถึง 1,455 มิลลิกรัม  ทีนี้เราก็ไม่รู้ว่า “หนังสือพิมพ์ที่แจกในตอนเช้า” จะมีเท่ากันไหม แต่ที่เห็นชัดๆ คือ เหม็นมาก    ลองเข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ที่นี่ >> http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=113

 

ถ้าอยากจะรับก็รับมา แต่อย่าเปิดอ่านบนรถเลย..

สงสารคนอื่นที่นั่งรถกำลังมึนๆ แล้วต้องมาเจอกลิ่นหนังสือพิมพ์ด้วยนะ

ชอบความรู้สึกนี้จัง..ในวันที่ย้อนดูเฟซบุ๊กคนที่เราเคยชอบ

เปิดไทม์ไลน์ ส่องเฟซบุ๊ก คนที่เคยชอบ 

แม้ว่าพอเวลาผ่านไปหลายปีแล้ว เราต่างต้องแยกย้าย มีหน้าที่ และชีวิตประจำวันที่แตกต่างไปจากเดิม  เราต่างมีคนใหม่ หรือหากเราย้อนเวลากลับไปได้ วันนี้เราอาจจะอยู่ด้วยกัน  แต่ซึ่งตอนนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เขาถึงเรียกว่าเป็นความรู้สึกคู่ขนาน  ที่เราอาจจะเคยชอบใครสักคน  และคนคนนั้นเขาก็มีคนอื่นไปแล้ว

 

แรกๆ เราต่างอาจจะยังทำตัวไม่ถูก  ฝ่ายเขาก็อาจจะอยากเขี่ยให้เราออกไปจากชีวิต ความสัมพันธ์แบบพี่น้อง กับการที่รุ่นน้องแอบชอบรุ่นพี่แบบ Poppy Love แต่สุดท้าย ไม่จำเป็นต้องมีสถานะต่อกัน เพราะต่างคนต่างมีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน  ความชอบสไตล์ที่คลั่งไคล้ตามประสา  ไม่ใช่ความถ่องแท้ และ จีรัง  มันจึงไม่เกิดเป็นความรัก

 

ใครที่กำลังประสบภาวะที่ความรักไม่สมหวังอยู่ ใครคนนี้อาจจะยังไม่ใช่  ปล่อยมือ และปล่อยใจไปเถอะ ในที่สุด สักวัน ก็จะเจอคนที่ใช่สำหรับคุณใคร

 

ใครสักคนที่คุณอยากจะใช้เวลาร่วมกับเขา

ใครสักคนที่คุณอยากบอกกับเขาว่า “ยังไงก็ได้”

ใครสักคนที่คุณจะ “ยอม” ใครสักคนที่คุณจะ “ตกหลุมรัก” เขาได้ทุกๆ วัน

ใครสักคนที่อาจจะยังไม่เจอในวันนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่เจอเขา

 

อย่าไปแช่ง หากเขาคนนี้ คนตรงหน้า จะไม่ชอบคุณ  วันหนึ่งหากคุณย้อนกลับมาดู ไทม์ไลน์ ของเขา อาจจะพบว่าคุณเองก็กำลังแสดงความยินดี และสนับสนุนความน่ารักของเขากับคนใหม่

 

วันที่คุณพบว่าคุณสบายใจที่จะอวยพรว่า “ขอให้รักกันไปนานๆ” เรียนรู้ความน่ารักของคู่รักทั่วโลก เพื่อวันหนึ่งคุณจะได้เจอคนที่คุณรักด้วยตัวคุณเอง  ความรักคือการแบ่งปัน Sharing และสิ่งที่เป็นความสุขจะกลับมาหาคุณเอง  ทั้งคนที่คุณรักและความสุข  โดยที่คุณไม่ต้องวิ่งตามหาอะไรอีกแล้ว

 

เขียน ณ ความรู้สึกน่ารัก

9 เมษายน 2560

เครื่องตามหาสัตว์เลี้ยงหาย TrackR Bravo

ช่วงนี้แมวที่บ้านหนีออกจากบ้านบ่อยมาก ตามหากันทีก็ยาก นางแอบไปมุดตามซอกมืดหาไม่ค่อยเจอ วันนี้มีตัวช่วยแล้ว ด้วยเครื่องติดตามของหาย ราคาไม่ถึงสองพัน ขนาดเท่าเหรียญสิบเท่านั้น น้ำหนักเบา

 

ประหยัดพลังงานด้วย Bluetooth Low Energy

อย่าให้คำว่า Bluetooth หมายถึงอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบไร้สายที่สูบแบตเตอรี่คุณให้เกลี้ยงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพราะด้วยเทคโนโลยี Bluetooth Low Energy แบบใหม่ที่ประหยัดพลังงานกว่า Bluetooth แบบเดิมมากถึง 50 เท่าจึงประหยัดแบตเตอรี่โทรศัพท์คุณมากกว่าที่เคย นอกจากนี้ตัวแบตเตอรี่แบบกระดุมแบบถอดเปลี่ยนได้ที่ติดตั้งมากับตัวเครื่องยังสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 1 ปีอีกด้วย (ผู้ใช้งานสามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง)

การทำงานของอุปกรณ์

เชื่อมต่อกับ Smartphone และควบคุมการใช้งานผ่าน Application “TrackR” ที่มีให้ติดตั้งทั้งใน iOS และ Android โดยผู้ใช้งาน สามารถเรียกหาตัวรับสัญญาณและระบุตำแหน่งได้ทันที

คุณสมบัติ:
TrackR Bravo เป็นอุปกรณ์เสริมที่มีขนาดเล็กเท่าเหรียญสิบบาท แต่มีน้ำหนักที่เบากว่า โดยใช้แบตเตอรี่เป็นถ่านการใช้งานที่ยาวนาน ดูผ่าน App ของ TrackR ทำงานบน Smartphone

ประโยชน์:
1. TrackR ช่วยป้องกันพวงกุญแจและของอื่นๆหาย
2. ใช้ TrackR หา โทรศัพท์
3. ใช้โทรศัพท์ค้นหา TrackR
4. TrackR จะเตือนเมื่ออยู่ห่างวัตถุเป็นระยะทาง 100 ฟุต
5. รองรับ iPhone 4s , iPad 3rd ,iPad mini หรือรุ่นที่สูงกว่า
6. รองรับ Android 4.4.3 หรือ iOS รุ่นสูงกว่า

อุปกรณ์ภายในกล่อง:
1. Track R Bravo
2. แบตเตอรี่
3. ห่วงกุญแจ
4. กาวสองหน้า
5. คู่มือ

การรับประกัน: รับประกันสินค้า 1 ปี
การรับประกันสินค้าจะสิ้นสุดลงเมื่อเกิดกรณีดังต่อไปนี้
1. สินค้าถูกนำไปใช้อย่างผิดวิธี
2. ความเสียหายอันเกิดจากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ
3. ตัวสินค้าถูกแกะออก, แยกชิ้นส่วน, ถูกดัดแปลงหรือแก้ไข โดยบุคคลอื่นที่มิใช่เจ้าหน้าที่ของบริษัท

  • Brand Name: TrackR
  • Product Type: Non-Duty Free
  • Country of Origin: U.S.A
  • เพศ: Unisex
  • Dimension: 31 x 3.5 mm
  • color: BLACK
  • Weight: 5 g

 

2

6

7

3

4

เรื่อง admin Tonhom @Febissue, ตัวแทนจำหน่าย TrackR ใน Lazada
ภาพ Lazada, Kingpower

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร หรือ บ้านเขียว

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร  หรือ บ้านเขียว
เป็นบ้านไม้ทรงปั้นหยาหลังใหญ่มีอายุมากกว่า 100 ปี สถาปัตยกรรมเป็นบ้านไทยที่ได้รับอิทธิพลทางตะวันตกตั้งอยู่ริมแม่นํ้าน้อย พื้นที่หมู่ 2 ต.อมฤต อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าของยกให้กับทางราชการตั้งแต่ปี พ.ศ.2505

ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรม และเป็นทรัพย์สินทางราชการโดยสำนักงานกรมธนารักษ์พื้นที่พระนครศรีอยุธยาเป็นผู้ดูแล ความเป็นมาของบ้านขุนพิทักษ์บริหาร ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 มีขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) และนางกระจ่าง ภรรยา เป็นเจ้าของบ้าน โดยขุนพิทักษ์ฯ รับราชการเป็นนายแขวงเสนาใหญ่ คือ อ.ผักไห่ ในปัจจุบัน เคยเข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ด้วย

และยังเป็นเจ้าของกิจการเรือสองชั้นที่เรียกว่าเรือเขียว ซึ่งเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่มีจำนวน 10 กว่าลำ ที่วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารในแม่นํ้าน้อย ระหว่างผักไห่-ท่าเตียน กรุงเทพฯ และ ผักไห่-ปากนํ้าโพ จ.นครสวรรค์ จึงทำให้การค้าขายบริเวณนี้ เจริญรุ่งเรือง เมื่อมีการทำประตูทดน้ำในแม่น้ำเรือจึงไม่สามารถแล่นได้ ประกอบกับถนนหนทางเจริญขึ้นกิจการเดินเรือจึงเลิกไป

บ้านเขียวปลูกบนเนื้อที่ 1 ไร่ 72 ตารางวา เป็นบ้านทรงปั้นหยาสองชั้นยกพื้นสูง ปลูกสร้างด้วยไม้สัก บางส่วนเป็นตึก ทาสีเขียวทั้งหลัง เนื่องจากขุนพิทักษ์เกิดวันพุธ หลังคามุงกระเบื้องสีนํ้าตาลเข้ม สภาพภายในยังแข็งแรงแต่สภาพภายนอกทรุดโทรม ประตูหน้าต่างมีลวดลายแกะสลักอย่างปราณีตบรรจง พื้นเป็นกระดานไม้สักแผ่นใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามในสมัยนั้น

ชั้นล่างมีห้องโถงใหญ่ 1 ห้อง มีตู้ไม้สัก 3 หลัง ห้องเล็ก 2 ห้อง ในห้องเล็กใกล้ระเบียงหลังบ้าน มีตู้เหล็กนิรภัย สูงถึง 1 เมตร ปิดล็อคไว้ และห้องใต้บันไดอีก 1 ห้อง ส่วนชั้นบนมีห้องโถง 1 ห้อง ห้องเล็ก 3 ห้อง และห้องซอยด้านหลังอีก 1 ห้อง ในห้องเล็กที่ใกล้กับทางลงมีห้องแยกออกไปอีก เป็นห้องที่ใช้ประตูเดียวกับห้องแรก ภายในห้องแยกมีห่วงเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็ก 1 นิ้วตรึงอยู่กับพื้นมุมห้อง ใช้สำหรับล็อกโซ่ล่ามกำปั่นสมบัติ

ภาพ สมาชิกเฟซบุ๊ก ชื่อ แวน สิงห์

หน้าต่างและประตูใช้กลอนไม้แบบโบราณ ด้านหน้ามีสะพานไม้เชื่อมไปที่ศาลาใหญ่ริมแม่น้ำ และเรือนพักคนรับใช้หลังเล็ก (นายฟื้น ผู้ดูแลบ้านคนสุดท้ายมีอาชีพทำขนมจีนขาย ได้เสียชีวิตที่เรือนหลังเล็กนี้ หลังจากนายฟื้นเสียชีวิต นางวาสน์ซึ่งเป็นภรรยานายฟื้นและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ได้ย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา และไม่มีใครพบอีกเลย

ส่วนเรือนหลังใหญ่ไม่ปรากฏว่า เคยมีผู้เสียชีวิตในเรือน แม้แต่ขุนพิทักษ์ฯเมื่อชราภาพใกล้สิ้นอายุขัย ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯระยะหนึ่ง จึงเดินทางกลับบ้านทางเรือ และสิ้นชีวิตในเรือระหว่างเดินทาง

หลังจากขุนพิทักษ์ฯสิ้นชีวิต ลูกหลานได้ย้ายไปอยู่ภูมิลำเนาอื่น ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ แม่จ่างภรรยาท่านขุนจึงได้ยกบ้านให้หลวง เป็นที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ เมื่อ พ.ศ.2505 โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบเข็มชั้นเครื่องหมายทองประดับเพชรให้กับนางจ่างด้วย

ด้านชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่าทุกครั้งที่เข้าไปในบ้านจะมีความรู้สึกว่ามีคนแอบมองและเดินตามวนเวียนไปมาอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะเวลากลางคืนจะมีความรู้สึกลักษณะนี้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีใครโดนหลอกในลักษณะให้หวาดกลัว นอกจากการทำให้รู้ว่าบ้านมีเจ้าของดูแลอยู่เท่านั้น ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยบอกว่าเคยเห็นขุนพิทักษ์บริหารอยู่กับบริวารภายในบ้านทั้งกลางวัน และกลางคืน แต่งกายในชุดคนโบราณ และในบ้านจะมีความคึกคัก เนื่องจากมีคนอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง

แต่ถึงกระนั้น ผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับญาติพี่น้องขุนพิทักษ์ฯไม่เชื่อว่าบ้านหลังนี้จะมีภูติผีปีศาจ เพราะไม่ปรากฏว่าเคยมีผู้เสียชีวิตในเรือนท่านขุน และท่านขุนเป็นคนใจดี ไม่มีศัตรู ทอดกฐินทุกปี ทำประโยชน์เอาไว้มาก

ภาพ สมาชิกเฟซบุ๊ก ชื่อ แวน สิงห์

สมัยรัชกาลที่ ๕ ขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) เป็นนายแขวงเสนาใหญ่ คือ อำเภอผักไห่ในปัจจุบัน (เคยเข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ด้วย) ภรรยา คือ นางจ่าง มิลินทวนิช ขุนพิทักษ์ฯ เป็นเจ้าของกิจการเรือสองชั้นที่เรียกว่าเรือเขียว ซึ่งเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ (มีจำนวน 10 กว่าลำ) รับส่งผู้โดยสารระหว่างผักไห่-ท่าเตียน กรุงเทพฯ และผักไห่-ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ จึงทำให้การค้าขายบริเวณนี้ เจริญรุ่งเรือง (เมื่อมีการทำประตูทดน้ำในแม่น้ำเรือจึงไม่สามารถแล่นได้ ประกอบกับถนนหนทางเจริญขึ้นกิจการเดินเรือจึงเลิกไป)

ตระกูลขุนพิทักษ์ฯ เป็นตระกูลใหญ่ ขุนพิทักษ์ฯมีบุตรทั้งหมด ๖ คน มีหลานอีกหลายคน บุตรคนโต คือ นางทองคำ มิลินทวนิช (นางทองคำมีบุตร ๓ คน) บุตรคนที่ ๒ คือ นางบุญมี บุตรคนที่ ๓ คือ นายโกย คนที่ ๔ คือหลวงมิลินทวนิช คนที่ ๕ นางวงศ์ ซึ่งเป็นภรรยาของหลวงพร้อมธีระพันธ์ ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรีเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และคนที่ ๖ นางยูร

คุณยายสมพร มิลินทวนิช อายุ ๗๘ ปี และคุณยายอุดมวรรณ มิลินทวนิชอายุ ๘๐ ปี สองพี่น้องซึ่งเป็นหลานสาว(หลานตา)ของขุนพิทักษ์ฯ แต่ใช้นามสกุลของตา (เป็นบุตรนายเติมกับนางทองคำโดยนางทองคำเป็นลูกสาวคนโตของขุนพิทักษ์) ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๕๖๓ ซอยลาดพร้าว ๑๓๐ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ เล่าว่าขุนพิทักษ์ฯเกิดที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา ส่วนภรรยา (นางจ่าง)เป็นคนอำเภอผักไห่

สมัยตนเป็นเด็กบ้านของตนเป็นแพอยู่ริมน้ำหน้าบ้านขุนพิทักษ์ฯ ตนผูกพันกับบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เด็ก วิ่งขึ้นลงคลุกคลีกับคนในบ้านมาตลอด หลังจากยกให้หลวงแล้วตนกลับมาดูบ้านหลังนี้ทุกปี เนื่องจากมีที่นาและญาติพี่น้องอยู่ที่อยุธยา แต่หลายปีหลังนี่ไม่ได้มา

บ้านของขุนพิทักษ์บริหารเป็นบ้านโบราณสมัยรัชกาลที่ ๕ อายุเกินกว่า ๑๐๐ ปี สถาปัตยกรรมเป็นบ้านไทยที่ได้รับอิทธิพลทางตะวันตก ซึ่งน่าสนใจมาก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย (ด้านหลังติดกับถนนในหมู่บ้าน ) หมู่ที่ ๒ ตำบลอมฤต อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เดินทางจากตัวอำเภอผักไห่ไปทางทิศเหนือตามถนนลาดยาง เพียง ๓ กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าไปในบริเวณวัดอมฤต แล้วเลี้ยวซ้ายผ่านโรงสีเข้าไป)

บริเวณที่ตั้งมีเนื้อที่ทั้งหมด ๑ ไร่ ๗๒ ตารางวา ด้านหลังบ้านที่ติดกับถนนปักป้ายประกาศว่าเป็นที่ดินราชพัสดุของ กรมธนารักษ์ ลักษณะบ้านเป็นบ้านทรงปั้นหยาสองชั้นยกพื้นสูง ปลูกสร้างด้วยไม้สัก (บางส่วนเป็นตึก) ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “บ้านเขียว” (เพราะเดิมทาสีเขียวเนื่องจากขุนพิทักษ์เกิดวันพุธ)

หลังคามุงกระเบื้องสีน้ำตาลเข้มสภาพภายใน ยังแข็งแรงแต่สภาพภายนอกทรุดโทรม ประตูหน้าต่างมีลวดลายแกะสลักอย่างประณีตบรรจง พื้นเป็นกระดานไม้สักแผ่นใหญ่ ชั้นล่างมีห้องโถงใหญ่ ๑ ห้อง (มีตู้ไม้สัก ๓ หลัง) ห้องเล็ก ๒ ห้อง (ในห้องเล็กใกล้ระเบียงหลังบ้าน มีตู้เหล็กนิรภัย สูงถึง ๑ เมตร ปิดล็อคไว้) และห้องใต้บันไดอีก ๑ ห้อง ส่วนชั้นบนมีห้องโถง ๑ ห้อง ห้องเล็ก ๓ ห้อง และห้องซอยด้านหลังอีก ๑ ห้อง ในห้องเล็กที่ใกล้กับทางลงมีห้องแยกออกไปอีก เป็นห้องที่ใช้ประตูเดียวกับห้องแรก ภายในห้องแยกมีห่วงเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็ก ๑ นิ้วตรึงอยู่กับพื้นมุมห้อง ใช้สำหรับล็อกโซ่ล่ามกำปั่นสมบัติ

หน้าต่างและประตูใช้กลอนไม้แบบโบราณ ด้านหน้ามีสะพานไม้เชื่อมไปที่ศาลาใหญ่ริมแม่น้ำ และเรือนพักคนรับใช้หลังเล็ก (นายฟื้น ผู้ดูแลบ้านคนสุดท้ายมีอาชีพทำขนมจีนขาย ได้เสียชีวิตที่เรือนหลังเล็กนี้ หลังจากนายฟื้นเสียชีวิต นางวาสน์ซึ่งเป็นภรรยานายฟื้นและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ได้ย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา และไม่มีใครพบอีกเลย

ส่วนเรือนหลังใหญ่ไม่ปรากฏว่า เคยมีผู้เสียชีวิตในเรือน แม้แต่ขุนพิทักษ์ฯเมื่อชราภาพใกล้สิ้นอายุขัย ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯระยะหนึ่ง จึงเดินทางกลับบ้านทางเรือ และสิ้นชีวิตในเรือระหว่างเดินทาง) หลังจากขุนพิทักษ์ฯสิ้นชีวิตแล้ว ลูกหลานย้ายไปอยู่ภูมิลำเนาอื่น ส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ แม่จ่างภรรยาท่านขุนจึงได้ยกบ้านให้หลวง เป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ โดยกระทรวงมหาดไทย ได้มอบเข็มชั้นเครื่องหมายทองประดับเพชรให้กับนางจ่างด้วย

ปัจจุบันบ้านเขียวทรุดโทรมไปมากแล้ว

เรื่องโดย สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอผักไห่, jadjaan.com
ภาพ  สมาชิกเฟซบุ๊ก ชื่อ แวน สิงห์

ประเทศไทยตั้งแต่แรกเห็นของคุณเป็นอย่างไร

รักที่สุดประเทศไทย

นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ไม่อยู่แล้ว  มันเป็นความรู้สึกที่แปลกสำหรับแอดมินที่ตั้งแต่เกิดมา ก็เห็นพระองค์ท่านเป็นเหนือหัวมาโดยตลอด  สำหรับประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์มาจากการนับถือพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ  นับตั้งแต่สมัยที่ยังมีหลายอาณาจักร ทวารวดี สุโขทัย เขลางค์ ล้านนา ฯลฯ

ภาพด้านล่างนี้นำมาจากอินเตอร์เน็ต  คนที่อยู่ในเสลี่ยง น่าจะเป็นคนที่มีศักดินา มีคนคอนถือหีบหมาก พาน  ( คนสมัยนั้นยังไม่ใส่เสื้อผ้าเลย น่าจะสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ถึง ต้นรัชกาลที่ 5 ) ไอ้เราก็เกิดไม่ทัน ว่าเมื่อก่อนเขาอยู่กันอย่างไร  แต่เข้าใจว่า ถ้าเทียบกับสมัยนี้ ที่คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีโอกาสได้เรียนหนังสือ มีการศึกษา สอบเข้าทำงานตามที่ต่างๆ  แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราถ้าไม่เป็นทาสก็ต้องเป็นข้าไทอยู่สังกัดนายสักคน  จะเปลี่ยนนายทีก็ต้องไปลบรอยสักตัวเลขที่แขน (หรือสักทับหนอ?) ทำเรื่อง ลงทะเบียนกันใหญ่โต  และไม่มีสิทธิ์แต่งงานกับคนที่มีศักดินา จึงเป็นคำที่ว่า ไม่มีชาติมีสกุล

22

วันนี้ตอนเย็นๆ ขณะนั่งรถกลับบ้าน  ได้อ่านบทความหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยถึงกลุ่มธุรกิจและบุคคลที่มีจำนวนที่ดินมากที่สุดในประเทศไทย 10 อันดับ  ซึ่งอันดับ 1 มีที่ดินมากกว่าทีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ดูแลอยู่มาก  (ไม่รวมกับที่ดินส่วนกลางของรัฐทั้งหมด) อันดับที่เหลือก็เป็นเจ้าสัวที่เราเคยได้ยินชื่อกัน ทำให้ฉุกคิดว่า  ตอนนี้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนใหญ่ ต้องยอมรับว่ากลุ่มนายทุน มีส่วนสำคัญ

คนที่เขาร่ำรวยมาจากการทำธุรกิจที่ถูกต้อง ดำเนินตามศีลธรรมก็มี ส่วนนี้เราก็ต้องนับถือความสามารถของเขา  แต่ที่ยังมีอยู่บ้าง และยอมรับไม่ได้ คือการที่มีบางคนหากินกับการสัมปทาน  คือการประมูลทำอะไรสักอย่างกับหน่วยงานรัฐ แล้วพอเอาเงินออกไปเสร็จ ก็จบ  คนที่มีอำนาจเซ็นอะไรก็ไม่ได้มองถึงระยะยาวว่าเงินที่ลงทุนไปนั้น  เหมาะสมหรือสมเหตุสมผลกับเศรษฐกิจท้องถิ่นนั้นไหม  หรือนำเข้าวัสดุที่มันโอเคกับราคาประมูลไหม  หลายเรื่องราวภาพมันก็ฟ้อง  เราก็พูดกันยาก

4

7

ล่าสุดอยากจะนั่งรถไฟไปเยี่ยมญาติที่ภาคเหนือ เชื่อไหมว่าพอคิดแล้วรู้สึกว่ามันไม่น่าปลอดภัยสำหรับผู้หญิงที่คิดจะเดินทางด้วยรถไฟเพียงคนเดียว  เพราะไม่กี่ปีก่อนก็มีข่าวว่าเด็กถูกข่มขืน และบรรยากาศสภาพคนขึ้นรถไฟมันดูสะท้อนสภาพสังคมที่เราไม่คุ้นเคย  ยังมีคนที่ลำบากกว่าเรา  ดูแย่กว่าเรากันอีกมาก  ล่าสุดทีมบริหารรถไฟก็ถูกเปลี่ยนเพราะว่าบริหารรถไฟขาดทุน 7.5 พันล้าน  ในขณะที่ยังมีอีกหลายหน่วยงาน ทั้งรัฐบาลและเอกชน ที่คนแค่ไม่กี่คนร่วมกันทำร้ายองค์กรแบบนี้  แต่ก็ไม่รู้ว่าอยู่รอดกันมาได้อย่างไร

น่าเสียดาย ถ้าได้อ่านประวัติการก่อสร้างรถไฟไทย  อีกมุมมองหนึ่งที่ถูกเผยแพร่ว่า รัชกาลที่ 5 ท่านมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล  ไม่ได้สร้างรถไฟเพื่อให้ประเทศเราดูเจริญ  แต่ท่านมองไปถึงว่า หากเกิดเหตุการณ์อะไรกับหัวเมืองต่างๆ ท่านจะได้รับทราบข่าวสารที่สะดวก เร็ว และป้องกันได้ทัน  แต่นับแต่นั้น การรถไฟก็ไม่ได้เจริญขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นเลย  ทั้งๆ ที่มีลูกค้าเป็นผู้โดยสารรถไฟอยู่ทุกวัน วันละจำนวนมาก

youtube-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำร้ายจิตใจคนไทย  คือ 1 สถานีที่หายไปของรถไฟฟ้าใต้ดิน  ซึ่งไม่รู้ว่าผู้ลงทุนตอนนี้นั่งมองคนที่โดยสารใช้ทางนี้ทุกวันในสถานะอย่างไร?  คือไม่รู้ว่าเขาเคยต้องใช้บริการไหม  หรือว่าแบบไม่ได้สนใจอะไรเลย  คือมันไม่สอดคล้องกับเหตุผลอะไรเลยจริงๆ  เด็ก  คนทำงาน  ผู้หญิง  ต้องรับความเสี่ยงกับซอยเปลี่ยว 1 กิโลเมตรกว่าๆ นั้น แม้ว่าจะมีรถ Shuttle Bus นั้นก็ตาม  ทำร้ายกันได้ลงคอ

%e0%b8%96

อยากฝากไปถึงคนที่กำลังจะยื่นสัมปทาน แล้วเอาส่วนต่างจากรัฐบาล จากภาษีประชาชน หรือ ต้องทำงานที่ข้องเกี่ยวกับส่วนรวม ขอให้มองภาพนี้ไว้ และระลึกถึงพระองค์ท่านให้มากๆ  ผู้ที่พยายามผลักดันโครงการต่างๆ และรักษาประเทศไว้  เท่าที่ผ่านมาประเทศเรายังไม่ต้องแบ่งสรรพื้นที่ออกไปให้ใครเหมือนยุคก่อน  และชีวิตความเป็นอยู่ของเพื่อนบ้านเรา  ของคนในแถบจังหวัดห่างไกล  ทั้งคุณภาพชีวิต และการศึกษา ยังเหลื่อมล้ำและไม่เท่าเทียมกันอีกมาก  หากอะไรที่ทำลงไปแล้วจะไปเอาเปรียบคนอื่นและส่วนรวม เพื่อรับเงินก้อนมาสร้างอาณาจักรที่มีความสุขอยู่กับบ้านหรือครอบครัวท่าน ก็อย่าทำเลย  เป็นบาปติดตัวไปเปล่าๆ ดั่งตัวอย่างที่เห็นมาจากนักการเมืองหลายคนในประวัติศาสตร์

3

ในฐานะชนชั้นทำงาน ก็ต้องเหนื่อยกับการดูแลครอบครัว ดูแลกันต่อไป  และหวังว่าคนที่มั่งมีแล้ว อย่ามาเอาเปรียบกันเลย..

เรื่อง : Febissue
ภาพ : ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ท่านสอนหนูมา ให้รักประชาชน – เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

 

วันนี้ก็เหมือนกับทุกๆ วัน ที่กลับมาก็กินข้าวหน้าโทรทัศน์คนเดียว ดูอะไรไปเรื่อยเป็นเพื่อน พอหนังจีนจบก็มีรายการ คสช. นายกประยุทธ์กำลังพูด ระหว่างนั้นก็กินข้าวไปด้วย พอเงยหน้าขึ้นมาจากจาน  ก็เห็นภาพเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ในโทรทัศน์  พระองค์กำลังตรัสว่า

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

“ท่านสอนหนูมา ให้รักประชาชน  คุณป้าไม่ต้องกังวล อยู่กับลูกชายให้มีความสุข”

มีป้าที่อายุมาก น่าจะป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพราะไร้ผม  นั่งกราบอยู่ตรงพื้นเบื้องหน้า เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ (ที่ทรงฉลองพระองค์สูทกระเป๋าเขียว เหมือนอย่างที่เราเคยเห็นสมเด็จย่า และ สมเด็จพระพี่นางสวมใส่) ท่านลงไปนั่งยองๆ ใกล้ๆ เพื่อพูดปลอบป้าที่ร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด  ฟังประโยคนี้จบแอดมินก็นั่งร้องไห้จนถึงขณะที่พิมพ์อยู่ ก็ยังร้อง

ก่อนหน้านี้ สมัยยังเรียนคณะวิทยาศาสตร์ เพื่อนๆ หลายคนก็สอบชิงทุน และสอบเข้าทำงานในสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านวิทยาสาสตร์ทางการแพทย์ได้ดีเป็นอันดับ 1  สำหรับแอดมินแล้วตอนนี้ล้ำพอๆ กับ ของNectec ที่รังสิต  เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ จึงทรงเป็นไอดอลของเด็กสายวิทย์หลายต่อหลายคนในประเทศทีเดียว

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

ครั้งหนึ่งแอดมินเคยมีโอกาสรับเสด็จฯ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ  ที่งานเปิดตัวงานแสดงศิลปะ marsi ที่หอศิลป์พระนางเจ้าฯ (น่าจะประมาณปี พ.ศ. 2556) ในช่วงนั้นพระองค์ทรงพระประชวร และนั่งรถเข็นแล้ว  แอดมินได้หลบอยู่แถวหน้าลิฟท์ เห็นหัวเสื้อจากัวร์ตรงที่วางแขนของรถเข็น  จากที่เคยดูรายการที่ทรงให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทรถยนต์จากัวร์ผลิตถวาย  แค่วันนั้นก็รู้สึกว่าพระองค์ทรงเหนื่อยมากแล้ว  แต่ทุกวันนี้พระองค์ก็ยังทรงงานไม่หยุด

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

อย่างที่เราทราบกันว่า เจ้าฟ้าหญิงทรงประชวรด้วยพระโรคที่เกี่ยวกับเม็ดเลือดขาว  ทุกวันนี้พระองค์ทรงแข็งแรงได้ด้วยฤทธิ์ยา  เดาไม่ออกเลยว่าพระองค์ทรงใช้ยามากแค่ไหน  บางทีเราเห็นท่านเดินก้มๆ  ซึ่งพระองค์ทรงประชวรด้วยพระโรคแพ้ภูมิตัวเอง  มีเนื้องอกที่ ลำไส้ใหญ่ อก และพระศอ (ข้อมูลจาก Wikipedia) ซึ่งถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป คงพักผ่อนอยู่บ้านไม่ไปไหน

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

ยิ่งเห็นฟ้าหญิงทรงงานหนัก เดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ  แม้งานประทานปริญญาบัตร ที่ทรงตรัสว่าเป็นงานที่ในหลวงทงมอบหมายให้ดูแล และมีคลิปที่ทรงยกมือไหว้ขอโทษบัณฑิตที่ทรงมาสาย เพราะหกล้มในห้องน้ำ ไม่รู้กระดูกร้าวหรือเปล่า มอบเสร็จจะไปเอกซ์เรย์  ดูคลิปแล้วจะร้องไห้  เพราะหากใครติดตามงานของพระองค์ จะทราบว่าพระองค์ทรงเป็นตัวอย่างที่เดินตามรอยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 อย่างน่ายกย่อง

เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ

หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ทรงพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทรงสนับสนุนงานวิจัย เน้นวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์ และด้านชีวเคมี- อนูชีวโมเลกุล เป็นแห่งแรกๆ  เพราะทรงประชวรด้วยพระโรคที่เกี่ยวข้องกับระดับ Gene จึงค้นว่า และศึกษาเกี่ยวกับระดับเซลล์ เนื้อเยื่อ และหาวิธีป้องกัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย

ไม่ใช่แค่ทรงเป็นเจ้าฟ้า  แต่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์  เป็นที่รักของข้าพเจ้า และคนไทยทุกคนด้วย

 

เรื่องโดย : แอดมิน febissue
ภาพ : internet